“เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมรำลึก 20 ปี “นวมทอง ไพรวัลย์” คนขับแท็กซี่ชนรถถังประท้วงรัฐประหาร 19 กันยา 49 ชูลงโทษผู้ทำรัฐประหาร เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยแท้จริง
วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางมาร่วมงานรำลึก 2 ทศวรรษการเสียชีวิตของ นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ขับรถชนรถถังเพื่อประท้วงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก่อนตัดสินใจจบชีวิตตนเองที่สะพานลอยหน้าอาคารหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายอนุสรณ์ ธรรมใจ นายเอกราช อุดมอำนวย และ นายปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ เดินทางมาร่วมงานด้วย
ส่วนหนึ่งของงานรำลึกที่สดมภ์อนุสรณ์ บริเวณที่นายนวมทองเสียชีวิต มีการเปิดคลิปสัมภาษณ์นายนวมทองเมื่อปี 2549 หลังขับรถแท็กซี่ชนรถถัง ซึ่งนายณัฐพงษ์กล่าวว่า หลังจากที่ฟังเสียงคลิปของนายนวมทองที่กล่าวว่า “แค่ชีวิตเขาคนเดียวมันจะสำคัญอะไรมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ” ก็รู้สึกสะเทือนใจ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ยึดโยงผู้คนต่างรุ่นให้อยู่ร่วมกัน คือการเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองอย่างคำว่าประชาธิปไตย และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลาน
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ความต้องการของประชาชนนั้นเรียบง่าย เพียงแต่การต่อสู้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบไป ในอดีตอาจใช้ปืนหรือรถถัง แต่ปัจจุบันอาจจำแลงกายมาในคราบของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ย้ำว่า ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงที่ลงประชามติสะท้อนฉันทามติร่วมกันแล้วว่าต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันต่อสู้และผลักดันต่อไป พร้อมขอให้ทุกคนเก็บความทรงจำและการต่อสู้ในอดีตไว้เป็นพลังในการเกี่ยวแขนเดินหน้าต่อ
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์เล่าถึงบทสนทนากับตัวแทน “มูลนิธิ 18 พฤษภา” จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งขับเคลื่อนเรื่องเหตุการณ์กวางจู ปี 2523 อันนำไปสู่การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยและการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในปี 2530 โดยตัวแทนเกาหลีใต้ได้ตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดเหตุการณ์ 14 ตุลาคมในไทยที่มีประชาชนออกมานับแสนคน จึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านได้เหมือนกรณีเกาหลีใต้
นายณัฐพงษ์สะท้อนถึงคำตอบว่า หากไม่ได้มาเป็นนักการเมือง ก็แทบไม่ทราบประวัติศาสตร์เชิงลึก เนื่องจากสังคมไทยมีความพยายามลบล้างประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไม่เคยสอน แม้แต่สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างหมุดคณะราษฎรก็ถูกถอนออกไป ต่างจากเกาหลีใต้ที่มีอนุสาวรีย์รำลึก และมีการสอดแทรกเหตุการณ์กวางจูในซีรีส์และสื่อต่างๆ
“การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการลงโทษผู้ปฏิวัติรัฐประหารให้ได้สักครั้งในประวัติศาสตร์ ประเทศเกาหลีใต้สามารถนำทั้งนักการเมืองที่ทุจริตและผู้ที่เคยทำรัฐประหารมารับโทษได้ แต่ประเทศไทยเรากลับเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัว และผู้ทำรัฐประหารไม่ต้องรับผลใดๆ” นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากขอได้เพียงอย่างเดียวในฐานะนักการเมือง ก็ขอให้วันหนึ่งประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สามารถตรวจสอบคดีและข้อเท็จจริงย้อนหลัง รวมถึงนำตัวคนผิดมาลงโทษได้จริง เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง


