“วราวุธ” ยัน กระทรวงอุตสาหกรรม แก้กฎหมาย อุดช่องปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ เพิ่มบทลงโทษเข้มข้นแก้ปัญหาสำแดงเท็จได้ เผย คิกออฟ ส่งทีมเฉพาะกิจปูพรมตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง ใน 1 สัปดาห์คืบหน้า


วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการจัดการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้กำหนดกลไกและกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างบูรณาการ ประกอบด้วย 

1. ทีมปราบปรามและกวาดล้าง ได้แก่ ชุดที่ 1 นำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในโรงงานกลุ่มเสี่ยง ลำดับที่ 105 และ 106 ชุดที่ 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามและแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชน 

2. ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส่งออก นำโดยกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่างประเทศ ตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออก พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

3. ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย ดำเนินการยกระดับความเข้มของกฎหมาย และเพิ่มอัตราโทษให้มีความเด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะเสนอข้อมูลรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับโรงงานที่กระทำความผิด ที่ผ่านมาหลายพื้นที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 37 และ 39 และฟ้องร้องทางแพ่ง รวมถึงจะดำเนินการให้เป็นคดีอาญาด้วย และในอนาคตจะทำให้เป็นคดีการเงิน โดยร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน และขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มโทษ การลงโทษมีความเข้มข้นขึ้น

ปัจจุบันโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 มีอยู่ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้มี 1,500 กว่าแห่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งทีมเฉพาะกิจลงไปในพื้นที่ 5 จังหวัดดังกล่าว แต่ละทีมจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ในการเข้าไปตรวจทุกโรงงาน 

ทั้งนี้ จะเริ่มคิกออฟวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยจะมีการลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง และภายใน 1 สัปดาห์จะเห็นความคืบหน้าว่าโรงงานใดดำเนินการตามเงื่อนไขหรือไม่ โดยจะมีการตรวจสอบในพื้นที่เสี่ยงสูง และที่ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงกรณีมีการสั่งให้แก้ไขไปแล้วก่อนหน้านี้แต่ไม่ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมามักมีการขอขยายเวลาแก้ไข ตนให้แนวทางไปว่าต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็ปิดโรงงาน นอกจากนี้ หากพบว่าโรงงานใดเข้าข่ายนอมินีก็จะเร่งตรวจสอบ

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2563 เราได้ห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่ผ่านมามีการลักลอบนำเข้ามา ประกอบกับช่วงหลังมีประเด็นปัญหา เวลานำซากรถยนต์บดอัดก้อนเข้ามา ซึ่งจะมีสายไฟและอื่นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย ทำให้ผิดกฎหมายทั้งก้อน จึงจะต้องมาพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการปนเปื้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานสากล โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะจะต้องไปดูรายละเอียด โดยจะได้รับคำตอบเร็วๆ นี้ 

ส่วนกรณีการใช้เศษเหล็กในประเทศไทยเพื่อมาเป็นส่วนประกอบนั้น หากประเทศไทยสั่งห้ามนำเข้าเศษเหล็ก  อาจเป็นเรื่องดีกับหลายประเทศในยุโรปที่ไม่อยากส่งออกอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อมาใช้เป็นวัตถุดิบอยู่ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่า เหล็กบางชนิดรีไซเคิลน้อย แต่ส่งออกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบกันอย่างละเอียด ถึงเวลาที่จะต้องมากวาดบ้านจริงจัง

สำหรับแนวทางติดตามตั้งแต่สินค้าตั้งแต่ต้นทางนั้น ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานในเรื่องข้อมูล โดยจะมีการหารือกับอธิบดีกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ต่อไป ทางด้านกรณีการสำแดงเท็จนั้น หากต้องการให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ แต่ตนเห็นว่า การปรับกฎหมายให้มีบทลงโทษเข้มข้นขึ้น และการแก้ไขให้โรงงานสั่งวัตถุดิบโดยตรง จะทำให้สามารถตรวจสอบต้นทางได้ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสสำแดงเท็จได้

เมื่อถามว่า การตรวจสอบจะกระทบโรงงานที่มองว่าตัวเองไม่อยู่ในข่ายตรวจสอบ แต่ต้องหยุดกิจการชั่วคราว จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ นายวราวุธ ตอบว่า หากโรงงานดำเนินการไม่ถูกต้องให้ดำเนินการให้ถูกต้อง หากจะกระทบห่วงโซ่อุปทานก็ต้องมาพิจารณากัน แต่ไม่ใช่ข้ออ้างไม่ทำตามกฎหมาย ขณะที่กรณีบางโรงงานได้ขออนุญาตดำเนินการกิจกรรมหลายประเภทนั้น ตนจะพิจารณาดูว่าได้ดำเนินการตรงกับที่ขออนุญาตหรือไม่ หากไม่ตรงอาจจะดำเนินการยึดใบอนุญาตได้ จึงขอฝากให้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยขณะนี้ยังได้ประสานกับตำรวจให้เป็นหูเป็นตาด้วย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ในมาตรา 21 พ.ร.บ.โรงงาน ที่เปิดโอกาสให้มีการเช่าซื้อใบอนุญาตได้ จะเป็นช่องว่างให้ทุนจีนเข้ามาซื้อและประกอบกิจการโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า ตนได้ให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปแก้ไขมาตราดังกล่าวด้วย เพราะไม่สมเหตุสมผล และหากเป็นไปได้ให้ยกเลิก ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนแก้ไข

ในคำถามย้ำว่า รวมไปถึงช่องโหว่เรื่องการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี ด้วยหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การต่อใบอนุญาตบางครั้งต่างชาติมองว่าสั้นเกินไปหรือไม่ และเมื่อครบ 5 ปี จะได้ต่อใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะต้องหารือกับหลายๆ ฝ่าย เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดโรงงานที่กระทำความผิด และการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่า เบื้องต้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการกับผู้ประกอบการบางรายที่พบการกระทำความผิดแล้ว อย่างเช่นกรณี จ.ปราจีนบุรี ที่มีคราบน้ำไหลออกมา ซึ่งจะต้องได้มีการหารือถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรภายหลังน้ำลดไปแล้ว 

แต่ในกรณีที่พบของกลางไม่สามารถตรวจสอบว่าเป็นของใคร ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องใช้งบประมาณของกรม หากงบประมาณไม่เพียงพอจะต้องของบกลางมาช่วย ความเสียหายต่างๆ หากเราสามารถตรวจพบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด ตัวผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดชอบความเสียหาย ส่วนจะต้องรับความผิดชอบความเสียหายเท่าใดนั้น จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นระหว่างบริษัท จังหวัด และประชาชนที่ได้รับความเสียหาย