“นายกฯ อนุทิน” ย้ำ ชูโซลาร์ภาคประชาชนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่เห็นด้วยปรับภาษีน้ำมันทุกประเภทพร้อมกัน ดันวาระแห่งชาติด้านการเกษตร เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โวไทยมั่นคงทางอาหาร
เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ช่วงหนึ่งว่า “โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยค่าไฟระยะสั้น ตั้งเป้าระยะแรก 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท โครงการนี้จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในหลายภูมิภาค หากครัวเรือนผลิตไฟได้เอง จะช่วยลดค่าไฟที่ต้องซื้อจากระบบ ขณะที่ไฟส่วนเกินสามารถขายคืนให้การไฟฟ้าได้ กลายเป็นรายได้เพิ่มเติมของครัวเรือน
ทางด้านคำถาม ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเงินกู้โครงการนี้เป็นการตีเช็คเปล่า นายอนุทิน กล่าวว่า เขามีแต่โมหจริต ทำไม่ได้ ไม่มีข้อมูลเพียงพอและไม่ศึกษา ต้องการที่จะโจมตี บูลลี่อย่างเดียว ข้อมูลของเขาถ้าสังเกตในทุกเรื่องที่เขาโจมตีออกมา ก็เป็นข้อมูลเท็จแทบจะทุกเรื่อง ถ้ารัฐบาลมัวแต่มาฟังคนที่มีวุฒิภาวะเช่นนี้ออกมา รัฐบาลต้องเปลี่ยนทิศทางเปลี่ยนแนวทาง เราคงเป็นรัฐบาลไม่ได้
เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีเส้นทางขีดไว้แล้วว่าต้องทำเช่นนี้ เราไม่ได้ทำเอง สิ่งที่รัฐบาลจะขับเคลื่อน กว่าจะขับเคลื่อนออกมาได้ต้องผ่านการกลั่นกรอง ผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายข้าราชการประจำ ในฐานะผู้ปฏิบัติและในกรณีเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) นี้ มีคณะกรรมการอนุมัติเงินกู้ ซึ่งคนที่เป็นประธานคือปลัดกระทรวงการคลัง คนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามคำสั่งของรัฐบาลถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ
ไม่เห็นด้วยปรับภาษีน้ำมันทุกประเภทพร้อมกัน
นายอนุทิน กล่าวต่อไปถึง “มาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20” ว่า รัฐบาลต้องการสร้างส่วนต่างราคาให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันชีวภาพเพิ่มขึ้น ช่วยลดต้นทุนการใช้เครื่องจักรและขนส่งของเกษตรกร พร้อมเพิ่มความต้องการปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล และไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีน้ำมันทุกประเภทพร้อมกัน โดยชี้ว่าน้ำมัน 91 และ 95 ยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากลดภาษีทั้งหมดรัฐต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นเงินที่ต้องใช้พัฒนาถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม เยียวยาประชาชน และจัดบริการสาธารณะด้านอื่น จึงต้องเลือกมาตรการที่ช่วยประชาชนโดยไม่สร้างภาระการคลังเกินจำเป็น
โวต่างชาติไม่ได้มองแรงงานไทยราคาถูก
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า บริษัทที่มาพบตนเขาลงทุนในธุรกิจไฮเทคมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2030 โดยลงทุนไปแล้วราว 80,000 ล้านบาท เขามองจุดแข็งของไทยอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ แหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และบุคลากรที่พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี คำหนึ่งที่เขาไม่พูดเลยคือแรงงานคุณถูก เขาพูดว่าเดี๋ยวนี้ระบบการศึกษา พื้นฐานการเข้าถึงเทคโนโลยี ความเข้าใจด้าน AI ความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เยาวชนไทย นักศึกษาไทย อยู่ในมาตรฐานที่เขารับได้
จุดเปลี่ยนสำคัญคือไทยไม่ควรแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงการลงทุนที่นำซัพพลายเชน การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดความรู้ และการยกระดับทักษะเข้ามาด้วย โดยรัฐบาลจะคัดกรองสัดส่วนแรงงานต่างชาติ ให้การลงทุนใหม่สร้างงานแก่คนไทย และใช้ BOI เป็น One Stop Service แก้ปัญหาให้ผู้ลงทุนภายใต้กรอบกฎหมาย
ดันวาระแห่งชาติด้านการเกษตร เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
โครงสร้างเศรษฐกิจระยะต่อไปต้องเดินพร้อมกันทั้งพลังงาน การลงทุน เทคโนโลยี และเกษตร โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดอุดรธานี ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลเตรียมนำวาระแห่งชาติด้านการเกษตร ไปหารือและวางนโยบาย เนื่องจากอุดรธานีเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรัฐบาลต้องการยกระดับภาคเกษตรเป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความขัดแย้งหลายจุดทั่วโลกความมั่นคงทางอาหาร กำลังกลายเป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ประเทศไทยยังมีฐานการผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์ และมีศักยภาพส่งอาหารไปยังหลายภูมิภาคของโลก จึงเป็นโอกาสเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้กลับลงไปถึงภาคเกษตร หากไทยสามารถวางโครงสร้างให้ความมั่นคงทางอาหารเชื่อมกับตลาดโลกได้ ผลประโยชน์ต้องลงไปถึงเกษตรกร ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงตัวเลขส่งออก โดยความหมายของคำว่าเกษตรกรรวย ในมุมรัฐบาล คือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ มีเงินออมตามฐานะ และไม่ต้องอยู่กับภาวะหนี้ครัวเรือนจนชักหน้าไม่ถึงหลัง
“ในขณะที่คุณขายน้ำมันเรา แต่คุณผลิตอาหารสู้เราไม่ได้ ในความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น นึกถึงประเทศไทย เราเป็นประเทศที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งทางด้านอาหาร”


