“ภาวุธ” จี้ ก.ล.ต. แจงปม “Binance” ถูกแฮ็ก กระทบลูกค้าคนไทยหรือไม่ พร้อมยื่น 4 ข้อเสนอรัฐคุมเข้มความปลอดภัยไซเบอร์-ชดเชยสินทรัพย์ดิจิทัลที่เสียหาย
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ภัยความมั่นคงไซเบอร์ครั้งใหญ่ต่อ ‘Binance’ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการถูกโจรกรรมข้อมูลและสินทรัพย์มูลค่าสูงถึง 5,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 190,000 ล้านบาท โดยระบุว่า หากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการแฮ็กระบบจริง จะถือเป็นการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนคนไทยที่ทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์อย่างมาก
นายภาวุธ ระบุว่า แม้โครงสร้างการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม Binance.com ในต่างประเทศ กับ Binance ในประเทศไทย หรือ ‘Binance TH’ จะเป็นคนละนิติบุคคลกัน โดยฝั่งไทยดำเนินงานภายใต้ใบอนุญาตและการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และยังไม่มีรายงานข้อมูลว่าสินทรัพย์ของลูกค้าชาวไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทว่าสิ่งที่สังคมต้องการความกระจ่างคือ แพลตฟอร์มทั้งสองแห่งมีระบบฐานข้อมูล ระบบเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล หรือระบบเทคโนโลยีการควบคุมความปลอดภัยเชื่อมโยงร่วมกันหรือไม่ หากระบบฝั่งต่างประเทศประสบปัญหาระบบล่มหรือถูกเจาะฐานข้อมูล จะส่งผลกระทบต่อเนื่องทางเทคโนโลยีกับเงินลงทุนของประชาชนชาวไทยหรือไม่ เรื่องนี้ ก.ล.ต. และผู้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Binance TH จำเป็นต้องร่วมมือกันออกมาชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคต่อสาธารณชนให้ชัดเจนโดยเร็ว
สำหรับแนวทางการป้องกันและข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล ภาวุธได้เสนอแนะข้อพึงระวัง 4 ประการแก่ประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรมข้อมูล ได้แก่ 1. ประชาชนต้องไม่ตื่นตระหนกจนรีบโอนย้ายสินทรัพย์อย่างรวดเร็วเกินไป โดยเฉพาะกรณีหากได้รับอีเมลหรือข้อความสั้น (SMS) ที่ส่งลิงก์แปลกปลอมแอบอ้างสิทธิ์เพื่อหลอกล่อให้ทำธุรกรรมย้ายเงินไปเก็บยังบัญชีอื่น 2. ผู้ใช้บริการต้องเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน หรือ 'MFA' รวมถึงการตั้งค่าระบุพิกัดและบัญชีปลายทางเฉพาะที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 3. ควรมีการกระจายความเสี่ยงโดยไม่ฝากสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ที่แพลตฟอร์มเดียวกระจุกตัว และ 4. หมั่นตรวจสอบประวัติการเข้าใช้งานและธุรกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ
นายภาวุธกล่าวต่อไปว่า แม้ประชาชนจะระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี แต่หากความเสียหายเกิดขึ้นจากการที่ระบบภายในของแพลตฟอร์มถูกโจรกรรมด้วยช่องโหว่ทางซอฟต์แวร์เสียเอง ความรับผิดชอบในส่วนนี้ต้องไม่ตกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการแต่เพียงฝ่ายเดียว ตนจึงขอส่งข้อเรียกร้องเชิงนโยบายเร่งด่วน 4 ข้อไปยัง ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลเชิงรุก ดังนี้
1. เร่งตรวจสอบสถานะความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีของ Binance TH และคู่ความร่วมมือทางธุรกิจทุกแห่งในประเทศไทย ว่ามีระบบซอฟต์แวร์หรือฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับระบบ Binance.com หรือไม่ เพื่อประเมินระดับความปลอดภัยและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของคนไทยอย่างทันท่วงที
2. ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในไทยทุกแห่ง เพื่อทดสอบว่าหากเผชิญกับการถูกแฮ็กหรือเผชิญกับการใช้กลวิธีโจรกรรมรูปแบบใหม่ๆ ตัวระบบจะสามารถจำกัดวงความเสียหายและหยุดการทำธุรกรรมที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
3. จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางและช่องทางแจ้งเตือนภัยด้านสิ่งแวดล้อมทางไซเบอร์ที่เชื่อถือได้ เพื่อรายงานข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับทราบทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ โดยไม่ต้องอาศัยการสืบเสาะจากกระแสข่าวลือในช่องทางออนไลน์ทั่วไป
4. ทบทวนความเหมาะสมของเกณฑ์กฎหมายเกี่ยวกับการสำรองเงิน ทรัพย์สินสภาพคล่อง ตลอดจนการทำสัญญาประกันภัยเพื่อการชดเชยค่าความเสียหายแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ เพื่อให้มีหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าหากระบบถูกล่วงละเมิดจนสินทรัพย์สูญหาย ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มที่
“ทุกวันนี้ชีวิต ข้อมูลส่วนตัว และทรัพย์สินของพวกเราต่างถูกฝากไว้ในระบบดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันธนาคาร ระบบหุ้นคริปโต หรือคลาวด์จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อเทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ความปลอดภัยก็ต้องก้าวตาม และหน่วยงานรัฐต้องทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องประชาชนก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริง เพราะการมีระบบป้องกันที่ดีตั้งแต่ต้น ย่อมส่งผลดีกว่าการวิ่งตามหาตัวผู้กระทำความผิดและไล่ล่าทวงคืนสินทรัพย์หลังจากเงินสูญหายไปแล้ว” นายภาวุธกล่าวทิ้งท้าย


