“เท้ง” ป้อง “ไอซ์” แชร์สลิปแค่ต้องการตรวจสอบ ไม่อยากเห็นนายกฯ ฟ้องปิดปาก แม้เป็นสิทธิ์ ส่วนปมซักฟอกรัฐบาล 7-11 ธ.ค. ยิ่งทำให้ข้อมูลแน่นมากขึ้น ติงรัฐควรทำแผนรับมือภัยคุกคามใหม่ๆ ได้ดีกว่านี้


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 33 ประเทศเตือนประชาชนให้กักตุนอาหารและเสบียงว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำแผนและความชัดเจน รัฐบาลทราบว่า ประเทศอังกฤษ กลุ่มประเทศนอร์ดิก และญี่ปุ่นได้ประกาศให้ประชาชนเตรียมความพร้อมในกรอบเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่ข้อกังวลเฉพาะเรื่องสงครามโลก แต่ยังมีภัยคุกคามใหม่ๆ เช่น วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตด้านภัยพิบัติ สิ่งที่เราอยากเห็นคือความพร้อมจากภาครัฐ และการที่ประชาชนรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรในสถานการณ์วิกฤต แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่อยากเห็นคือทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติเช่น ปัญหาอุทกภัย กลายเป็นว่าประชาชนต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในทุกปีเรื่อยไป เราไม่ได้บอกว่าจะเกิดวิกฤตอย่างสงครามโลก แต่การเตรียมความพร้อมต่อภัยคุกคามใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรจะกระทำได้ดีกว่านี้ เราเห็นปัญหาน้ำท่วม ปัญหาสารพิษ และปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น แล้วสุดท้ายประชาชนเอาตัวรอด เราเห็นน้อยมากที่หน่วยงานรัฐทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเข้ามาช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถามว่ามีความพร้อมหรือไม่ ณ ตอนนี้ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อม แต่ภาครัฐและฝั่งรัฐบาลจะมีแผนรับมือ แผนเผชิญเหตุ และกลไกต่างๆ ที่มีความพร้อมอย่างไร ต้องช่วยกันสื่อสาร ยกระดับให้ประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดีไม่ต่างจากต่างประเทศ 


เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯ พูดอะไรออกมาประชาชนแทงสวนตลอดนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะเป็นเพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อนายกฯ ตนคงไปตอบแทนประชาชนไม่ได้ว่าทำไมจึงสื่อสารเช่นนั้น 


ไม่อยากเห็นนายกฯ ฟ้องปิดปาก แม้เป็นสิทธิ์


นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกฯ แจ้งความเอาผิด น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หลังแชร์สลิปการโอนเงินปลอมเข้าบัญชีนายกฯ จากเพจ godd dam อย่างไร ว่ามีทีมงานกฎหมายของพรรค ที่คอยช่วยเหลืออยู่แล้ว ส่วนตัวไม่มีข้อกังวลใจอะไร แต่ถ้าหากจะฝากถึงประเด็นนี้คือ คนที่เป็นนักการเมืองย่อมรู้อยู่แล้วว่า เมื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง บุคคลสาธารณะย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และการตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติ จึงไม่อยากเห็นการดำเนินคดีที่พยายามใช้การปิดปาก แม้จะเป็นสิทธิ์ของนายกฯ เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาระบอบสีน้ำเงินพยายามฟ้องร้องเอาผิดฝ่ายค้านมาโดยตลอด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่พยายามผลักดันมาตลอด เพราะไม่อยากเห็นกระบวนการฟ้องปิดปาก เช่น กฎหมาย Anti-SLAPP ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพื่อจัดคิวมาพิจารณาก่อน


โว ทอดเวลาซักฟอก ยิ่งทำให้ข้อมูลแน่นมากขึ้น 


นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณี การยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ มาตรา 152 ควบคู่กับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา 151 ว่า เป็นช่องทางและเป็นสิทธิที่ฝ่ายค้านทำได้ แต่จะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไรไม่สำคัญไปกว่าการที่รัฐบาลมีความพร้อมมากแค่ไหนในการชี้แจง ส่วนจะยื่นหรือไม่ยื่น ขอดูท่าทีของรัฐบาล และการพูดคุยของวิปฝ่ายค้านก่อน ซึ่งล่าสุดข้อตกลงวิป 3 ฝ่าย คือวันที่ 7-11 ธันวาคม เมื่อถามว่า การยืดเวลาวันที่ 7-11 ธันวาคม จะทำให้ฝ่ายค้านเสียเปรียบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มุมหนึ่งมองว่าจะทำให้ข้อมูลการซักฟอกแน่นหนามากขึ้น ยิ่งทอดเวลาออกไปยิ่งมีเวลามากขึ้น 


ขอไม่ตอบโต้ วาทะนายกฯ ให้ ปชช.ตัดสิน

            

เมื่อถามว่า นายกฯสวนกลับมา ว่าใครกันแน่ที่ไม่พร้อมเกี่ยวกับกรอบเวลาซักฟอก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ย้ำว่าได้ตอบเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ตั้งแต่วิป 3 ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ และฝ่ายค้านขอขยับเวลาออกไป 1 สัปดาห์ จากช่วงที่ตกลงกันขณะนั้น ฝ่ายค้านก็พร้อมทุกสัปดาห์ ซึ่งหากตารางเวลาของนายกฯ มาชี้แจงมาวันเสาร์อาทิตย์ได้ ก็ยังเชื่อว่าอภิปรายในเดือนพ.ย. ได้ แต่เมื่อมีการตกลงเป็นช่วงต้นเดือนธ.ค. ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่ได้มองว่าเป็นโต้กันไปมา ว่าใครพร้อมหรือไม่พร้อม เพราะบอกทุกครั้งว่าฝ่ายค้านมีความพร้อมในการทำหน้าที่ เมื่อถามย้ำว่า จากคำพูดของนายกฯ นายณัฐพงษ์เองบอกว่าเป็นการสาดโคลน แต่การให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ยังตอบโต้วาทกรรม พูดดีเข้าตัว พูดชั่วให้คนอื่น มองอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ และตั้งใจไม่ตอบโต้ในประเด็นนี้ เพราะว่า การให้ความเห็นของนายกฯ ขณะนั้น ไม่ได้มีอะไรที่ต้องการสื่อสาร แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามก็ต้องตอบ ทั้งนี้ ก็ต้องรอดูว่า คนที่เป็นคนตัดสินนักการเมืองก็คือประชาชน ที่ติดตามการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ 


จ่อขับเคลื่อนกฎหมายฟ้องปิดปาก


นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 1 เดือนก่อนที่จะถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังมีหลายประเด็นที่ฝ่ายค้านต้องการขับเคลื่อนในสภาฯ อาจจะมีการเจรจาระหว่างวิป 2 ฝ่าย เพื่อให้เลื่อนกฎหมายที่มีความสำคัญขึ้นมาพิจารณาก่อน เช่น กฎหมายฟ้องปิดปาก ที่ต้องการการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก และฉบับอื่นๆ ขณะเดียวกันมีอีกเรื่องที่สำคัญ คืองบประมาณปี 2571 ที่จะเป็นปีแรกที่สำนักงบประมาณ จะใช้วิธี pre-budget consultation หรือกระบวนการรับฟังความเห็นก่อนเริ่มทำคำของบประมาณ หรือกลไกการยื่นญัตติในสภาฯ ให้รัฐบาลรับฟังเสียงของ สส. ตนหวังว่าประธานสภาจะบรรจุญัตติให้ตรงกับช่วงเวลานั้น และที่ได้รับทราบมากระบวนการ pre-budget consultation จะเข้าวันที่ 5 พฤศจิกายน