“โสภณ” เคลียร์ประเด็น ถูกกล่าวหาเป็นสาขาทำเนียบ ยื้ออภิปรายฯ ชี้วิปอยู่ดีๆ เพิ่มเวลาซักฟอกกะทันหัน กระทบความน่าเชื่อถือ-ขรก.ลำบาก  ประชุมถึงตี 3 เป็นแค่พิธีกรรม ลั่นหลักฐานเด็ดน็อกรัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมง 


วันที่ 29 ต.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งฝ่ายค้าน กล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามยื้อเวลา และประธานสภาฯ วางตัวไม่เป็นกลาง โดยยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ตนไม่เคยคิดขัดขวางหรือวางแผนยื้อเวลาตามที่ถูกสมาชิกบางรายกล่าวหา และปฏิเสธข้อหาว่าเป็น “สาขาของทำเนียบรัฐบาล”


นายโสภณ ระบุว่า ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เมื่อได้รับญัตติมา ได้ตรวจเช็กความถูกต้องและขอให้ปรับแก้คำที่รุนแรง ก่อนส่งหนังสือไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสอบถามวันเวลาที่รัฐบาลพร้อมชี้แจง ซึ่งเดิม ครม. แจ้งความพร้อมไว้ที่ 3+1 วัน ( 27-30 ต.ค.) แต่วิปทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ผู้นำฝ่ายค้านและตัวแทนพรรคฝ่ายค้านได้เข้าพบ ตนจึงเสนอให้ถอยคนละก้าว ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยอมปรับเวลาให้เป็น 4+1 วัน ขณะที่ฝ่ายค้านขอให้ขยับการอภิปรายไปเป็นสัปดาห์อื่นในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม


ประธานสภาฯ กล่าวว่า ตนได้ขอให้มีกรอบข้อตกลงที่ชัดเจน จนสามารถสรุปตัวเลขร่วมกันได้ในเบื้องต้นที่ 60 ชั่วโมง แบ่งเป็น ฝ่ายค้าน 45 ชั่วโมง รัฐบาล 12 ชั่วโมง และประธานสภาฯ 3 ชั่วโมง โดยเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 - 24.00 น. ซึ่งฝ่ายค้านได้มอบหมายให้ตนไปประสานกับนายกรัฐมนตรี และ ครม. ได้ตอบรับพร้อมให้อภิปรายตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. เป็นต้นไป


อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ในการประชุมวิป 3 ฝ่าย ซึ่งตนไม่ได้เข้าร่วม ที่ประชุมกลับมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใหม่ โดยปรับเพิ่มเวลารวมขึ้นอีก 12 ชั่วโมง เป็นฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง รัฐบาล 17 ชั่วโมง และประธานสภาฯ 4 ชั่วโมง รวมถึงปรับเวลาประชุม 3 วันแรกเป็น 08.00 - 03.00 น. และคืนที่ 4 เวลา 08.00 ถึงก่อนเที่ยงคืน ของวันที่ 4 อยู่ดีๆ ก็เพิ่มมาอีก 12 ชั่วโมงได้อย่างไร เพราะเราตกลงกันไปแล้ว 


“การเปลี่ยนข้อตกลงกะทันหันส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผม เรื่องไม่น่าจะเกิดเลย เนื่องจากได้นำกรอบเดิมไปเจรจากับฝ่ายบริหารเรียบร้อยแล้ว แม้ผมจะพร้อมทำหน้าที่ประธานในสภาตามข้อตกลงของทุกฝ่าย แต่ยอมรับว่าไม่เห็นด้วยกับการกลับไปกลับมาของการทำงานในระบบวิป” นายโสภณ กล่าว


นายโสภณ ยังได้กล่าวอีกว่า  ตนอยากชี้ให้เห็นการอภิปราย 8 โมงถึงตี 3 เจ้าหน้าที่ต่างๆ ไม่ได้พักผ่อน นอนที่สภา ไม่เหมือน สส.ที่อภิปรายจบแล้วก็กลับไปนอนพักได้ ตนจึงเห็นว่าควรจะอภิปรายให้อยู่ในเวลาทำงานปกติ ฝ่ายข้าราชการก็ลำบาก ฝ่ายวิปที่ต้องรักษาจำนวนสมาชิกสภาให้ครบ ซึ่งเป็นปัญหา การอภิปรายถึงตี 3 เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์ การอภิปรายไม่ได้อยู่ที่กี่ชั่วโมง แต่อยู่ที่พยานหลักฐานเด็ดที่จะน็อกได้จริงหรือไม่ต่างหาก ซึ่งอยากให้ สส.ได้พิจารณา ถ้าเราอยากเห็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เราต้องแสดงออกให้เห็นว่า ใช้เวลาสมประโยชน์ ไม่มีประเทศไหนที่ประชุมสภา เหมือนประเทศเรา เพราะการประชุมต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ตำรวจสภา ซึ่งทุกคนกระทบหมด


“ผมไม่เห็นด้วยที่จะทำงานสภาแบบนี้ ในเมื่อวิป 3 ฝ่ายไปคุยมา ผมก็ทำหน้าที่ได้ ไม่เดือดร้อน แต่อยากแสดงให้สังคมเห็นว่าวิธีการทำงานแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย  ผมเห็นด้วยกับการตรวจสอบอย่างมีหลักฐาน การกล่าวหา กับการด่า มันคนละเรื่อง ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย ผมจึงหนักใจในการตัดสินว่าเรื่องไหนเป็นการกล่าวหา เรื่องไหนเป็นเรื่องด่า ผมจะไม่ยอมให้ใครใช้เวทีอันทรงเกียรติมากล่าวหา ด่าใครลอย ๆ มันไม่ถูก”


นายโสภณ กล่าวต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นแน่  ถ้าอยากเห็นการอภิปรายฯ ที่ประชาชนได้ประโยชน์  เราต้องนำเสนอด้วยเนื้อหา ส่วนคำที่สะใจ เพื่อสาวกหรือเอฟซีตัวเอง มันไม่จำเป็นแล้ว ยุคนี้ตนเข้าใจว่าหลายพรรค หลายองค์กร ใช้โซเชียลในการทำงาน แม้แต่ภัยของโซเชียล โดยเฉพาะเอไอ คนที่เป็นประธานก็ต้องทันด้วย เพราะทุกวันนี้ทำได้หมด ถ้าอยากได้ความยั่งยืนก็ต้องใช้ความจริง