“กรณ์” สวนนิ่มๆ “อนุทิน” ยัน 13 ปีลงพื้นที่จริง ไม่เคยอ้างลำบากเท่าชาวนา ชี้มีอำนาจในมือควรรีบช่วย พร้อมขอบคุณที่ช่วยโฆษณา “ข้าวอิ่ม”


วันที่ 29 ตุลาคม 2569 สืบเนื่องจากกรณีที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ถึงประเด็นที่ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นเรื่องการลดภาษีน้ำมัน B20 ว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยนายอนุทินได้กล่าวพาดพิงถึงนายกรณ์ในทำนองว่า คนที่มีฐานะอย่างนายกรณ์ไม่มีวันเข้าใจชีวิตเกษตรกร เพราะไม่เคยอยู่ในชนบท และการทำเกษตรในอดีตก็เป็นเพียงการทำนิดๆ หน่อยๆ เอาไว้สร้างโปรไฟล์ขายข้าวเป็นแพ็ก ไม่ใช่คนที่ต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินที่ทุกบาททุกสตางค์คือต้นทุน และไม่มีทางเข้าใจชีวิตคนทำนาทำไร่ได้ดีเท่าตนเองนั้น


ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาเคลื่อนไหวชี้แจงและตอบโต้ประเด็นดังกล่าวอย่างสุภาพ โดยระบุว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ติดตามการทำงานของตนมาโดยตลอด ซึ่งตนและเพื่อนๆ ได้ลงไปช่วยเหลือชาวนามาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน รู้สึกดีใจที่แม้แต่นายกฯ ก็ยังรับรู้เรื่องนี้


นายกรณ์ระบุต่อไปว่า ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ตนได้เรียนรู้จากชาวบ้านมากมาย ทั้งในแง่วิถีการทำนาและการใช้ชีวิตของพี่น้องชาวอีสาน ตนยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นคนเมือง และไม่เคยต้องลำบากเหมือนเกษตรกรที่ต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินจริง แต่ตนไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นข้อจำกัดในการพยายามหาวิธีการเพื่อช่วยให้พี่น้องชาวไร่ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น


นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้ตั้งคำถามสำคัญกลับไปยังฝ่ายบริหาร โดยชี้ว่า วันนี้ตนเริ่มมีความหวังที่เห็นว่าท่านเองก็ตระหนักและมองเห็นว่าเกษตรกรมีชีวิตที่ยากลำบาก ซึ่งที่ผ่านมาตนก็ทำได้เพียงช่วยเหลือเท่าที่มีกำลัง แต่ประเด็นสำคัญในเวลานี้คือ เมื่อท่านรับรู้ถึงความลำบากของเกษตรกรเป็นอย่างดี และมีอำนาจการบริหารประเทศอยู่ในมืออย่างเต็มที่ ท่านจะมีแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าหากตั้งใจจะช่วยจริง ก็คงไม่เกินกำลังความสามารถของท่านอย่างแน่นอน


นายกรณ์ยังได้กล่าวด้วยว่า ไหนๆ นายกฯ ก็อุตส่าห์ช่วยประชาสัมพันธ์โครงการข้าวให้แล้ว ตนจึงขอถือโอกาสนี้ช่วยโฆษณาต่อให้กับกลุ่มเกษตรกร โดยระบุว่า ใครที่สนใจข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพดีจากเกษตรกรไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เพจ “ข้าวอิ่ม” พร้อมทั้งทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณนายกรัฐมนตรีอีกครั้งที่กรุณาพูดถึงโครงการ “อิ่ม” ในครั้งนี้