“กันต์พงษ์” ดันร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เสนอ “โมเดล 3 ค.” ย้ำไทยต้องคุมแพลตฟอร์มยักษ์ คัดกรองคนที่จะมาทำธุรกิจ หากทำผิดต้องมีการลงโทษอย่างชัดเจน
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กรุงเทพฯ เขต 19 พรรคประชาชน ได้อภิปรายในฐานะผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ... โดยให้เหตุผลถึงการร่างกฎหมายใหม่ทั้งฉบับแทนกฎหมายเก่าที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 ด้วยคำถาม 3 ข้อ คำถามแรกคือ เรายังโดนหลอกจากธุรกิจ ธุรกรรม จากแพลตฟอร์มอยู่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นโดนหลอกขายของ โดนหลอกไปทำงาน โดนหลอกให้กู้เงิน โดนหลอกให้กดบัตรคอนเสิร์ต รวมถึงการเล่นการพนันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์
คำถามที่สองคือ เรามีวิธีการควบคุมแพลตฟอร์ม หรือควบคุมธุรกิจและธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้วหรือไม่ เรามีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Development Agency: ETDA) แต่สุดท้ายแล้ว คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคมีเรื่องราวมากมายที่คนมาร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่า GP ของแพลตฟอร์ม รวมไปถึงการหลอกลวงต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม
คำถามที่สามคือ เราเคยลงโทษอะไรได้หรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงคือไม่เคย ขณะที่ต่างประเทศมีกฎหมายในลักษณะนี้บังคับใช้ เช่น สหรัฐอเมริกามีกฎหมายที่เรียกว่า Federal Trade Commission (FTC) ที่ทำให้รัฐสามารถสั่งปรับแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ และในยุโรปมี Digital Services Act (DSA) ที่คอยควบคุมแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ให้ละเมิดสิทธิประชาชน
“ที่ผ่านมาทุกอย่างที่เป็นแพลตฟอร์มยักษ์ ประเทศไทยเหมือนคนตัวเล็กที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่สนใจ แต่หากเรามีกฎหมายฉบับนี้ เขาจะรู้ว่าไทยเอาจริง แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่จะมาทำธุรกิจ มาบริการคนไทย และเอาเงินของคนไทย จะต้องเข้ามาอยู่ในระบบที่เราต้องควบคุมได้” นายกันต์พงษ์กล่าว
นายกันต์พงษ์ย้ำว่า สิ่งสำคัญคือ เราต้องดึงให้แพลตฟอร์มยักษ์เหล่านี้เข้ามาอยู่ในการดูแลของเรา ไม่ปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ เหมือนที่สภาองค์กรผู้บริโภคก็ไม่สามารถที่จะเอาผิดแพลตฟอร์มยักษ์ได้เลย ซึ่งหากมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็จะสามารถป้องกันได้
นอกจากนี้ ร่างของพรรคประชาชนจะแปลง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็น พ.ร.บ. ที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล” ซึ่งจะเป็นการควบคุมแพลตฟอร์มเหล่านั้นให้อยู่ในระเบียบวินัย โดยมีหลักการ เช่น ธุรกิจเหล่านี้จะต้องแจ้ง ต้องขออนุญาต และต้องมีตัวแทนในประเทศไทย
นายกันต์พงษ์ ยังเสนอ “โมเดล 3 ค.” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแล คือ คุ้มครองผู้บริโภค คัดกรองคนที่จะมาทำธุรกิจ ธุรกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์กับประเทศไทย และสุดท้ายคือควบคุมแพลตฟอร์มเหล่านี้ให้ได้ หากทำผิดต้องมีการลงโทษอย่างชัดเจน
นายกันต์พงษ์ ยังกล่าวปิดท้ายว่า “ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่ยอมให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นขยะที่สร้างปัญหาให้กับประชาชนของเราอีกต่อไป”


