“ศุภจี” ผนึกหน่วยงานรัฐ–แพลตฟอร์ม ลดค่าธรรมเนียม GP สำเร็จ 6 เดือน ช่วย SMEs สร้างกติกาการค้าโปร่งใส เป็นธรรม พร้อมเร่งยกร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ดูแลในระยะยาว
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
กระทรวงพาณิชย์จึงบูรณาการความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สภาและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง เจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหา และร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการทำธุรกิจออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันและเติบโตได้ ขณะเดียวกันประชาชนต้องได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น กขค. ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP เป็นระยะเวลา 6 เดือน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ประสานหารือกับแพลตฟอร์ม E-Marketplace รายใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada เพื่อหาแนวทางบรรเทาภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม
จากการหารือ ทั้ง 3 แพลตฟอร์มให้ความร่วมมือปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) กลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยอัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม ประเภทร้านค้า และหมวดสินค้า มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบการได้ประมาณ 1,930 ล้านบาท และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีเวลาปรับตัว วางแผนต้นทุน และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ผ่านความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพสินค้าและขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับการดำเนินงานในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงเวลา 6 เดือนนี้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริโภค เพื่อนำมาประกอบการทบทวนและพัฒนาร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act) ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยจะบูรณาการการทำงานระหว่าง ETDA กขค. กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน
นางศุภจี กล่าวว่า การกำหนดกติกาในอนาคตต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ พฤติกรรมทางการค้า และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการแข่งขันอย่างแท้จริง โดยต้องไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม แต่ต้องมีกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ และทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้
“เราไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเดือดร้อน เพราะทุกฝ่ายอยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจเดียวกัน แพลตฟอร์มเป็นกลไกสำคัญของการค้าในปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งจากราคา หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ
ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ส่วนในระยะยาว เราจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะในช่วง 6 เดือนมาพิจารณา เพื่อวางกรอบกติกาที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างรอบด้าน ให้การค้าในเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน” นางศุภจี กล่าว
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada ต่างให้ความร่วมมือและยินดีปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับ กลับมาคิดอัตราค่าธรรมเนียม ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 อีกครั้ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570
สำหรับรายละเอียด Shopee จะปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมจากอัตราปัจจุบัน 8.03–19.26% เหลือ 8.03–13.91% ขณะที่ TikTok Shop ปรับจาก 13.38–21.94% เหลือ 11.24–17.66% และ Lazada ปรับจาก 9.00–17.50% เหลือ 7.50–11.60% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น
นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า สภาฯ ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP และหลายรายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงขอบคุณท่านรองนายกฯ กขค. หน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มที่ร่วมกันหาทางออก การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศการค้า ร่วมกันพัฒนากติกาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมั่นคง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐไม่ได้ต้องการให้แพลตฟอร์มงดทำกำไร แต่ขอให้ร่วมแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ทั้งผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้ซื้อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เดียวกัน จึงควรร่วมกันสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สำหรับปัญหาสินค้าและราคาสินค้า และ สายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 สำหรับการสอบถามและขอคำแนะนำด้านการประกอบธุรกิจ
ขณะที่ผู้แทนจาก Shopee, Lazada และ TikTok Shop แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเห็นร่วมกันว่าทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และควรร่วมกันพัฒนากติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย Shopee ระบุว่าพร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ Lazada สนับสนุนการหารือร่วมกันเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วน TikTok Shop ยืนยันพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกขนาดให้เติบโตไปด้วยกัน


