“การดี” ชำแหละร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ 3 ช่องโหว่ใหญ่ จี้อุดรูรั่ว AI Agent – Deepfake หวั่นผลักภาระประชาชน
วันที่ 28 ต.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... (ฉบับปรับปรุงใหม่) นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตต่อร่างกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ทันต่อยุคสมัย แต่การปรับเปลี่ยนทิศทางของกฎหมายในครั้งนี้ยังมีจุดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึง 3 ประเด็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่และกระทบต่อสิทธิของประชาชน
นางการดี ชี้แจงเบื้องต้นว่า กฎหมายเดิมเน้นเรื่องการกำหนดมาตรฐาน การกำกับธุรกิจ และมีบทลงโทษ แต่ร่างฉบับใหม่นี้ปรับทิศทางเป็นการกำหนดวิธีการ ยืนยันมาตรฐาน และมุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจ จึงไม่มีการกำหนดบทลงโทษไว้ในตัวกฎหมาย ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงไม่อาจมองเป็นเอกเทศได้ แต่ต้องมองเป็นภาพรวมของ "ระบบนิเวศทางกฎหมาย" (Legal Ecosystem) พร้อมจำแนกข้อสังเกตออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ขอบเขตของกฎหมายกลาง แนะ เติมธุรกรรม “รัฐกับรัฐ” ปลดล็อกคอขวดประเทศ
ดร.การดี ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุขอบเขตความสัมพันธ์ไว้ชัดเจน ทั้งธุรกรรมระหว่างเอกชนกับเอกชน และเอกชนกับรัฐ แต่กลับไม่มีการระบุธุรกรรมระหว่างรัฐกับรัฐไว้อย่างชัดเจน ซึ่งในความเป็นจริง ปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาประเทศในปัจจุบันไม่ใช่ภาคเอกชน แต่เป็นขั้นตอนการติดต่อ ประสานงาน และการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง จึงควรตั้งข้อสังเกตและพิจารณาเติมเต็มในส่วนนี้
2. ช่องว่างทางเทคโนโลยี เตือนระวัง AI Agent – Deepfake ผลักภาระพิสูจน์ให้ผู้บริโภค ในมิติของเทคโนโลยี แม้ร่างกฎหมายจะเริ่มมีการกล่าวถึงนวัตกรรมใหม่อย่าง Smart Contract, Generative AI และ Web 3.0 แต่ยังไม่ครอบคลุมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน โดยมีข้อกังวล 3 เรื่องหลัก
ความรับผิดของ AI Agent ตามร่างกฎหมาย (มาตรา 29) กำหนดให้สิ่งที่ระบบอัตโนมัติส่งออก ให้ถือว่าผู้ใช้เป็นผู้ส่ง แปลว่าหาก AI ไปทำธุรกรรมหรือสัญญาใด ๆ เจ้าของระบบหรือบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบทั้งหมด แม้จะมีช่องทางปฏิเสธหากเป็นเหตุที่ไม่อาจคาดหมายได้ (มาตรา 41) แต่ด้วยพัฒนาการของ AI Agent ที่อาจตัดสินใจเกินความคาดหมาย รัฐจึงจำเป็นต้องวางกติกาให้ชัดเจน เช่น การแบ่งลำดับชั้นความเสี่ยงของธุรกรรม (Risk Tiers) และวางเกณฑ์คุ้มครองผู้ใช้งานควบคู่กัน
นางการดี กล่าวด้วยว่า ปัญหา Deepfake กับข้อมูลชีวภาพ (Biometrics) กฎหมายเปิดให้ใช้ข้อมูลชีวภาพ เช่น ใบหน้า หรือเสียง เป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ในยุคที่เทคโนโลยีปลอมแปลงใบหน้าและเสียงระบาดหนัก กฎหมายกลับยังขาดข้อกำหนดเรื่องการทดสอบความมีชีวิตจริง (Liveness Detection) เพื่อป้องกันการสวมรอย
ภาระการพิสูจน์ที่ตกกับประชาชน เมื่อเกิดข้อพิพาทหรือกรณีตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทางออนไลน์ ภาระการพิสูจน์ความไม่ถูกต้องของระบบยังคงตกอยู่กับผู้โต้แย้ง (ผู้บริโภค) ซึ่งทำได้ยากและใช้เวลานาน กฎหมายที่เน้นส่งเสริมธุรกิจจึงต้องไม่ละเลยการคุ้มครองประชาชนอย่างสมดุล มาตรฐานธุรกรรมข้ามพรมแดน การอ้างอิงมาตรฐานสหประชาชาติจะต้องมั่นใจว่าครอบคลุมการทำธุรกรรมข้ามแดนและเชื่อมต่อกับระบบสากลทั่วโลกได้จริง ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่การใช้งานบนแพลตฟอร์มต่างชาติ
3. การบังคับใช้จริง ต้องประสานกฎหมายลูกโซ่-ดึงผู้เชี่ยวชาญร่วมวง
ประเด็นสุดท้าย ดร.การดี ย้ำว่าเมื่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายเปลี่ยนมาเป็นการ “ส่งเสริม” แทนการ “กำกับและลงโทษ” ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้องทำงานเชื่อมโยงกับกฎหมายฉบับอื่น ๆ ทั้งระบบ เพราะอำนาจในการเอาผิดและลงโทษที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ แต่อยู่ในกฎหมายฉบับอื่น เช่น กฎหมายดิจิทัลแพลตฟอร์ม, กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA), กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล และ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
นอกจากนี้ ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์เป็นกรรมการในสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) จึงตั้งข้อสังเกตเรื่องการยกเลิกคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ในร่างนี้ โดยฝากข้อคิดเห็นว่า เรื่องเทคโนโลยีมีความสำคัญและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก องค์ประกอบของกลไกกำกับดูแลจึงต้องดึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและตัวแทนจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง ไม่ควรออกกฎหมายจากกรอบความคิดของฝ่ายรัฐเพียงด้านเดียว


