“เท้ง ณัฐพงษ์” บี้ “นายกฯ อนุทิน” เตะถ่วง หนีศึกซักฟอก ย้ำธีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลากไส้ระบอบสีน้ำเงิน ยันตรวจสอบเต็มที่ “โซลาร์ภาคประชาชน” ขอรัฐผลักดันแบตเตอรี่เกลือภาคอีสาน
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการเจรจาตกลงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า คนที่ไม่พร้อมมากที่สุดคือนายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายนายกรัฐมนตรีเองที่ไม่พร้อมที่สุดในการถูกซักฟอกครั้งนี้
เมื่อถามว่าหากอภิปรายช่วงวันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป ฝ่ายค้านไม่ขัดใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยิ่งทอดเวลาออกไป สังคมยิ่งเสียผลประโยชน์ นายกฯ ไม่เคยเข้าสภาฯ ทำได้แต่ยืนยันว่าฝ่ายค้านพร้อม เมื่อไหร่ก็ได้ที่นายกฯ จะไม่หนีสภาฯ ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี และถ้าจะขยับเป็น 4 วัน พวกเราไม่ได้มีปัญหา แต่พอยื่นข้อเสนอนี้ออกไป นายกฯ กลับบอกว่าจะเข้ามาได้อีกทีคือธันวาคม จึงเป็นความพยายามเตะถ่วง หนีศึกซักฟอกมากกว่า ส่วนตารางงานเดือนพฤศจิกายนที่นายกฯ ต้องเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปกนั้น ตนเห็นแล้ว แต่ถ้ายึดหลัก 4+1 วัน และสามารถเปิดประชุมวันเสาร์-อาทิตย์ได้ เชื่อว่าหาวันในเดือนพฤศจิกายนได้
นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการออกหมายจับ นายเบน สมิธ และพวก ว่า ต้องยอมรับว่าเครือข่ายทุนเทาเหล่านี้อาจเชื่อมโยงเครือข่ายนักการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือจะโยงถึงตัวใหญ่ได้หรือไม่ พรรคประชาชนวางตัวบุคคลไว้ตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่รายละเอียดรอดูในศึกซักฟอก ส่วนคำถามว่าหมายจับนี้ เป็นการแก้เกี้ยวจากกรณีคดี Godd Dam ที่ สส.พรรคประชาชนแชร์โพสต์ จนเจ้าหน้าที่ตามสืบได้เร็วหรือไม่เลยทำให้ต้องมีแอ็กชั่นบ้าง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน
เมื่อถามถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย ฟ้องจริยธรรม น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นการกำจัดขุนพลอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เผยว่า ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจรัฐ ซึ่งตอนนี้นำโดยรัฐบาลภูมิใจไทย รวมถึงองค์กรอิสระ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาก็พยายามใช้กระบวนการนิติสงครามทุบทำลายผู้ตรวจสอบผู้มีอำนาจอยู่แล้ว ทุบทำลายฝ่ายค้าน หรืออำนาจที่มาจากประชาชน ถือเป็นภาพใหญ่และหัวใจสำคัญที่ฝ่ายค้านวางธีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ระบอบสีน้ำเงินเป็นศัตรูและอาชญากรรมในระบอบประชาธิปไตย
ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่เปิดให้ลงทะเบียน ซึ่งพรรคประชาชนเคยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการเอื้อกลุ่มนายทุน แล้วจะมีการตรวจสอบหรือไม่ ว่า เรื่องการตรวจสอบความสัมพันธ์ว่ามีการเอื้อกลุ่มทุนที่จะเข้ามารับเหมาโครงการหรือไม่ เราเดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่แน่นอน แต่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่สำคัญอีกอย่างคือ การติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบกริด ไม่ใช่อยู่ในบ้านประชาชนทั่วไป
ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีแนวทางองค์ความรู้และโรงงานผลิตแบตเตอรี่เกลือ ใช้องค์ความรู้ของคนไทย มีแร่เกลือใต้พื้นดินภาคอีสานที่มีความบริสุทธิ์เหมาะสมจะมาทำแบตเตอรี่เกลือมากเพียงพอ ขาดอย่างเดียวคือความชัดเจนจากนโยบายของรัฐบาล โดยห่วงโซ่อุปทานของการผลิตแบตเตอรี่เกลือเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานใช้เงินลงทุนแค่ประมาณ 2-3 หมื่นล้าน สามารถใช้โลคอลคอนเทนต์ในประเทศไทยได้เกือบทั้งหมด เราไม่สามารถผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้ แต่เรามีแหล่งแร่เกลือในไทย ใช้โลคอลคอนเทนต์ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
ทางด้านคำถามว่า ถ้าประชาชนเข้าร่วมโครงการน้อยจะสะท้อนว่าโครงการนี้ล้มเหลว ไม่คุ้มค่ากับเงินกู้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องโซลาร์ภาคประชาชนโดยในหลักใหญ่สอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของพรรคประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่วิธีการปฏิบัติและรายละเอียดบางอย่างอาจมีปัญหาอยู่บ้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องหลักความเป็นธรรมด้วยส่วนหนึ่ง และเรื่องความโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้รับเหมาที่เข้ามารับโครงการ.


