“ยศชนัน” เร่งถกบอร์ด EUDR ดันสินค้าเกษตรไทยไร้ตัดไม้ทำลายป่า ก่อน EU บังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าทำลายป่า 31 ธ.ค. นี้
วันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องรวม 33 หน่วยงานเข้าร่วมประชุม
นายยศชนัน เปิดเผยในที่ประชุมถึงความเป็นมาและผลกระทบของกฎระเบียบ EUDR ต่อสินค้าเกษตรไทยว่า อยากให้ทุกภาคส่วนมองเรื่องนี้เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะหากประเทศไทยสามารถปรับตัวและดำเนินการได้รวดเร็วกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียนที่กำลังเร่งดำเนินการเช่นกัน อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จะช่วยให้ผู้ประกอบการส่งออกของไทยมีความได้เปรียบและสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในสหภาพยุโรป (EU) ได้มากขึ้น
นอกจากมิติทางการค้าแล้ว รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ยังเป็นการวางรากฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้กับประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ป่าไม้และยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทยให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ กฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรปกำหนดเงื่อนไขควบคุมสินค้า 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โค ไม้ กาแฟ โกโก้ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง ให้ต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต และผ่านการตรวจสอบสถานะสินค้า (Due Diligence) โดยในปี 2568 ไทยมีการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปยัง EU มูลค่ารวมกว่า 60,260 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.29 ของมูลค่าการส่งออกไปตลาดโลก ซึ่งสินค้าที่มีสัดส่วนส่งออกไป EU สูงสุดคือกลุ่มยางพารา มูลค่า 54,453 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินงานภายใต้กรอบนโยบายระดับชาติในปัจจุบัน ฝ่ายเลขานุการฯ ได้รายงานความคืบหน้ากลไกระดับชาติและโครงการนำร่องในช่วงปี 2568–2569 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย สถาบันป่าไม้ยุโรป (European Forest Institute : EFI) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)
โครงการนำร่องดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของเกษตรกรชาวสวนยางพารารายย่อยให้สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ EUDR ได้ ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดหนองคาย โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 24 เดือน (มกราคม 2568 – ธันวาคม 2569) และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรปจำนวน 1 ล้านยูโร
ในส่วนของวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่ฝ่ายเลขานุการฯ เสนอ ในการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR)” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่จัดทำแผนงาน มาตรการ และประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างบูรณาการ
ประเด็นถัดมาคือ การแก้ไขปัญหาด้านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้แพลตฟอร์ม “National EUDR Single Window (NESW)” ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) และเตรียมส่งมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) ดูแลต่อ เป็นแพลตฟอร์มกลางในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและเชื่อมโยงข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ
ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่า ระบบ NESW ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EUDR รองรับสินค้าเกษตรทั้ง 7 รายการ โดยสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เห็นห่วงโซ่การควบคุมสินค้า (Chain of Custody) อย่างชัดเจนว่าสินค้ามาจากแหล่งผลิตใดและมีการบุกรุกพื้นที่ป่าหรือไม่
เมื่อประมวลผลแล้ว ระบบ NESW จะผลิตเอกสารสำคัญออกมา 2 ชุด ได้แก่ รายงานสรุปผลการตรวจสอบสถานะ หรือ Due Diligence Report (DDR) เพื่อใช้ประกอบการยื่นเอกสาร Due Diligence Statement (DDS) และชุดข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์แปลงเพาะปลูกในรูปแบบไฟล์ GeoJSON
ข้อมูลที่นำมาใช้ในระบบ NESW เป็นการดึงฐานข้อมูลเดิมของหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีการวาดแปลงในระบบแล้วกว่า 2.5 ล้านแปลง และแม้ว่าข้อมูลในระบบจะไม่ได้เป็นการออกใบรับรอง (Certified) โดยภาครัฐโดยตรง แต่ก็เป็นฐานข้อมูลที่มีการตรวจสอบและปรับปรุงเป็นประจำทุกปี
นอกจากนี้ ในปีนี้ระบบจะเปิดให้เกษตรกรสามารถกรอกข้อมูลของตนเองในรูปแบบย้อนหลัง (Backward) ได้ เพื่อนำไปสร้างรายงานสำหรับให้ผู้ประกอบการยื่นต่อหน่วยงานศุลกากรและหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ของสหภาพยุโรปในการตรวจสอบต่อไป
สำหรับจุดเด่นสำคัญของแพลตฟอร์ม NESW มี 4 ประการ ได้แก่ 1) เป็นแพลตฟอร์มเปิด (Open Platform) ของภาครัฐ 2) ภาคเอกชนและผู้ประกอบการสามารถลงทะเบียนใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 3) ใช้ฐานข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานภาครัฐ และ 4) ระบบมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับปรุงและขยายขอบเขตให้รองรับสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ หรือกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ของสหภาพยุโรปและประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในอนาคตได้
ในด้านการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติสำหรับการรับรอง (Legislation and Certification Schemes) ฝ่ายเลขานุการฯ รายงานว่า สหภาพยุโรปได้แจ้งขอให้ประเทศคู่ค้ากำหนดหน่วยงานประสานงานหลัก (Focal Point) เพื่อทำหน้าที่ส่งข้อมูลด้านกฎหมายสำหรับใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในกระบวนการตรวจสอบของ EU
การเข้าร่วมส่งข้อมูลดังกล่าวโดยสมัครใจ จะเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความตั้งใจจริงของประเทศไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของประเทศ และสร้างความได้เปรียบทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยระบบของ EU จะเปิดให้เริ่มกรอกข้อมูลได้ก่อนกำหนดการบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้
ทั้งนี้ ข้อมูลที่สหภาพยุโรปต้องการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) คลังข้อมูลกฎหมายของประเทศผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องกับ EUDR ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้รวบรวมไว้แล้ว 50 ฉบับ จาก 8 หมวดกฎหมายในศูนย์ความรู้กฎหมาย EUDR และต้องมีหน่วยงาน Focal Point ทำหน้าที่ประสานงานและกรอกข้อมูล และ 2) คลังข้อมูลสำหรับระบบการรับรองมาตรฐาน
ต่อประเด็นดังกล่าว ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ขอให้นำเรื่องกลับไปหารือภายในหน่วยงานเพื่อพิจารณาว่า สามารถรับหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ด้านข้อมูลกฎหมายนี้ได้หรือไม่ โดยขอให้แจ้งผลการพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ หากติดขัดหรือไม่สามารถรับภารกิจดังกล่าวได้ ขอให้ช่วยเสนอแนะว่าควรเป็นหน่วยงานใด เพื่อให้ฝ่ายเลขานุการฯ แจ้งให้ทุกฝ่ายทราบผ่านรายงานการประชุมต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบในการผลิต จำหน่าย และส่งออกสินค้า EUDR ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อมโครงการความร่วมมือระยะที่ 2 (Thai smallholder project phase 2) ร่วมกับสหภาพยุโรปและสถาบันป่าไม้ยุโรป (EFI) เพื่อขยายผลไปสู่สินค้าไม้ยางพารา กาแฟ และปาล์มน้ำมัน ภายใต้งบสนับสนุนจาก EU ประมาณ 1.5–2 ล้านยูโร พร้อมทั้งได้กำหนดนัดประชุมคณะกรรมการระดับชาติฯ EUDR ครั้งที่ 2/2569 ในช่วงเดือนธันวาคม เพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งมีเวลาขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ได้ทันการณ์ ก่อนถึงกำหนดการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปสำหรับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นี้


