“อนุทิน” ย้ำ ครม.สัญจรอุดรธานี เน้นดูแลเกษตรกร พร้อมเดินหน้าลดภาระค่าไฟ-น้ำมัน ขับเคลื่อนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สั่งคณะรัฐมนตรีเคลียร์คิวรับอภิปรายไม่ไว้วางใจ


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2569 และการเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมพืชสวนโลก ซึ่งจะมีการลงพื้นที่และมอบนโยบายให้ดูแลเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคอื่นๆ โดยให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดูแลแก้ปัญหาของเกษตรกรเป็นหลัก พร้อมกันนี้ นายอนุทิน ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและเข้มงวด ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการในที่ประชุม ครม. เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมอบหมายให้วิปรัฐบาลประสานหารือกับวิปของแต่ละฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวันและระยะเวลาการอภิปราย เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะกำหนดการอภิปรายในช่วงต้นเดือนธันวาคม จากการหารือเบื้องต้น หากจัดการอภิปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคม สามารถพิจารณาใช้กรอบเวลา 4 วันได้ ซึ่งนายอนุทิน มีข้อสั่งการให้ ครม. ตรวจสอบตารางการปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับกำหนดการ โดยวันและระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการหารือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย

เลขาฯ สภาพัฒน์ พิจารณาเฉพาะโครงการที่เหมาะสม คาดงบประมาณที่เสนอไม่ถึงพันล้าน

ทางด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการเข้าสู่การประชุม ครม.สัญจร ว่า วันที่ 28 ตุลาคม ตนจะหารือกับทางกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานจังหวัดในพื้นที่ เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการช่วง ครม.สัญจร ว่าจะมีอะไรบ้าง โดยจะเน้นใน 5 ประเด็น อาทิ การเกษตร อาหาร การแก้ปัญหายาเสพติด การพัฒนาการค้าชายแดน และการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ซึ่งการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ จะคล้ายกับที่ จ.สงขลา คือไม่ได้กำหนดกรอบจังหวัดละ 50 ล้านบาท แต่จะเปิดให้เสนอโครงการเข้ามา โดยจะพิจารณาโครงการที่เหมาะสมจำเป็นกับพื้นที่ ขณะนี้มีการเสนอโครงการเข้ามาบ้างแล้ว อาทิ การพัฒนาถนน โรงพยาบาล ศูนย์บำบัดยาเสพติด เรื่องใดสามารถเข้าแผนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จะโยกไปอยู่ในส่วนแผนงาน คาดว่า งบประมาณโครงการที่เสนอครั้งนี้จะไม่ถึงพันล้านบาท เหมือนการ ครม.สัญจร สงขลา เพราะครั้งนั้นไปเยอะในเรื่องของการรับมืออุทกภัยในพื้นที่

เดินหน้าลดภาระค่าไฟ-น้ำมัน ขับเคลื่อนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติอีกต่อไป

สำหรับโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ประชาชนที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท โดยที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติโครงการภายใต้กรอบการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานประกอบด้วยโครงการและมาตรการสนับสนุนหลายส่วน ได้แก่ 

  • โครงการโซลาร์ภาคประชาชน กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท 
  • การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ วงเงิน 10,785 ล้านบาท 
  • การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ วงเงิน 10,811.6 ล้านบาท 
  • การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 

โดยกระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรวงเงิน 972 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชน เมื่อรวมวงเงินของโครงการและมาตรการต่างๆ ตามข้อมูลที่เปิดเผย จะมีวงเงินรวม 72,568.8 ล้านบาท รัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย

สำหรับมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ ทั้งกองทุนพลังงาน การลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายเอกภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วัน สำหรับผลิตผลทางการเกษตร และไม่เกิน 45 วันสำหรับผลิตผลอื่นๆ หรือสินค้าและบริการ โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ภายหลังมีมติดังกล่าว ภาคเอกชนรายใหญ่บางส่วนได้เริ่มดำเนินการแล้ว จากเดิมที่การวางบิลและการจ่ายเงินใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30-90 วัน หากคำนวณจากระยะเวลาทั่วไปที่ 45 วัน จะช่วยลดระยะเวลารับเงินได้ 15 วัน โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ SMEs เพิ่มขึ้นประมาณแสนกว่าล้านบาทต่อ 15 วัน

ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่าจะเดินหน้าช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกหนักและหลายพื้นที่เกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลาก พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ รวมถึงดำเนินการด้านประกันภัยพิบัติเพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและเข้มงวด ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ.