“พงศ์พล” โฆษกกระทรวงพลังงาน ชี้ “ลดสรรพสามิตเหมาเข่ง” ไม่ใช่ยาวิเศษ หนุนมุ่งเป้าเชื้อเพลิงชีวภาพ “B20 - E20” ช่วยคนไทยตรงจุด ไม่ทิ้งหนี้ให้ลูกหลาน


วันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแบบถ้วนหน้า ว่า รัฐบาลเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาดีเซลที่ 43.54 บาทต่อลิตร แต่การลดภาษีแบบเหมาเข่ง เปรียบเสมือนยาที่หายปวดเร็วแต่ทิ้งภาระระยะยาวไว้กับคนไทยทุกคน

“ราคาดีเซลที่พุ่งสูงจากราคาโลก ไม่มีใครอยากเห็น ผมเองก็อยากให้ราคาหน้าปั๊มลดพรุ่งนี้เช้าเหมือนทุกคน แต่วิธีที่เลือกต้องไม่ทำให้คนไทยเจ็บหนักกว่าเดิมในวันข้างหน้า การลดสรรพสามิตแบบเหมาเข่งก็เหมือนรูดบัตรเครดิตของประเทศ วันนี้จ่ายน้อยลงที่ปั๊ม แต่บิลจะส่งมาเก็บคนไทยทุกคนทีหลัง”

โฆษกกระทรวงพลังงาน ระบุต่อไปว่า การลดภาษีแบบถ้วนหน้าเอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้น้ำมันปริมาณมาก เช่น ธุรกิจขนาดใหญ่และผู้มีรถหลายคัน ขณะที่ประชาชนที่ไม่มีรถไม่ได้รับประโยชน์ แต่ต้องร่วมรับภาระรายได้รัฐที่หายไป ซึ่งสอดคล้องกับคำเตือนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวิกฤตพลังงานรอบนี้ ภายใต้หลักการ “Protect people, not prices” หรือช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด แทนการกดราคาแบบเหมารวม

ทั้งนี้ในปี 2565-2566 รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตดีเซลต่อเนื่อง 17 เดือน รายได้รัฐหายไปราว 1.58 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยเกือบ 2,400 บาทต่อประชากรหนึ่งคน ในช่วงเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังติดลบสูงสุดกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกองทุนติดลบราว 1.04 แสนล้านบาท โดยยังไม่ได้ใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิต

สำหรับแนวทางของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะน้ำมันชีวภาพ B20 และ E20 เป็นการใช้เครื่องมือการคลังอย่างตรงจุด

  • B20 : ใช้ในรถขนส่งสินค้าและเครื่องจักรการเกษตร ช่วยดูแลต้นทุนอาหารและสินค้าของทุกครัวเรือน
  • E20 : ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง เงินหมุนกลับสู่เกษตรกรไทย แทนการไหลออกไปกับน้ำมันดิบนำเข้า
  • ภาษีที่ลด : ช่วยลดภาระกองทุนน้ำมัน ให้กองทุนตรึงราคาดีเซลให้ประชาชนได้ยาวนานขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ใช้เครื่องมือในอำนาจของกระทรวงอย่างเต็มที่ รวมถึงการหักผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่น 8 รอบ รวม 3 หมื่นล้านบาท ด้วยอำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 

“เราอาจไม่ได้ให้ยาที่หายปวดเร็วที่สุด แต่เราเลือกยาที่รักษาให้หายขาด อาจต้องใช้ความอดทน แต่จะไม่ทิ้งอาการเรื้อรังไว้เป็นภาระของลูกหลาน”