“อรรถวิชช์” เตือนรัฐบาล ลดภาษีน้ำมันทั้งที่ยังให้โรงกลั่นน้ำมันอ้างอิงราคาขายตลาดสิงคโปร์ ไม่ใช่ทางแก้ไขยั่งยืน เสนอเร่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันไทยกำหนดเพดาน


วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงกรณีหนี้สะสมในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นกว่าแสนล้านบาทว่า ตนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย ก่อนเตรียมประชุมพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันในวันที่ 27 ต.ค. นี้ เพราะการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเงินภาษีมาอุดหนุนราคาน้ำมัน แม้จะช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน หากยังปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันขายน้ำมันโดยอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ แทนการพิจารณาต้นทุนน้ำมันของไทยที่แท้จริง 

โดยได้เปรียบเทียบสถานการณ์ราคาน้ำมันระหว่างสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 กับสงครามอิหร่าน–สหรัฐฯ ในปี 2569 ว่า ในปี 2565 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาดีเซลสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล มีส่วนต่าง 32 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 108 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาดีเซลสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 170 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล มีส่วนต่างประมาณ 63 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงส่วนต่างราคาที่โรงกลั่นน้ำมันได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระบบการอ้างอิงราคาสิงคโปร์


นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ แต่มีโครงสร้างตลาดแตกต่างกัน เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็กที่เน้นการกลั่นน้ำมันเพื่อส่งออก จึงมีกลไกราคาที่มุ่งสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แต่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนภายในประเทศผ่านโครงการ BUDI โดยประชาชนที่ใช้บัตรประจำตัวประชาชนเติมน้ำมันดีเซลจะได้รับสิทธิซื้อในราคาประมาณลิตรละ 16 บาท ภายใต้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ขณะที่ประเทศไทยมีการจำหน่ายและบริโภคน้ำมันภายในประเทศเป็นสัดส่วนสำคัญ จึงควรมีโครงสร้างราคาที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ ไม่จำเป็นต้องยึดแนวทางเดียวกับสิงคโปร์


ตนจึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ใช้กลไกตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดเพดานราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังไม่มีการกำหนดอัตราเพดานราคา เนื่องจากมติ ครม.ปี 2534 ที่กำหนดแนวทางเปิดเสรีราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเพดานราคาไม่ได้หมายถึง การยกเลิกระบบตลาดเสรี แต่เป็นการใช้กลไกกำกับดูแลราคาสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทอื่น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภค


“การใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเงินภาษีมาอุ้มราคาน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ หากยังปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมัน ทำกำไรจากการขายน้ำมันในราคาที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ มันถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องแก้ปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างจริงจัง ไม่ใช่พึ่งพาเพียงการลดภาษี หรือใช้เงินกองทุนน้ำมันฯมาอุดหนุนราคาแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ” นายอรรถวิชช์ กล่าว