“สว.” ดาหน้าค้าน “บริษัทยักษ์ใหญ่” จดทะเบียนใบกะเพรา 4 สายพันธุ์ ย้ำคนไทยทุกคนต้องมีสิทธิ เปรียบสมบัติชาติ ชี้ไม่ควรวิจัยเพื่อจดสิทธิบัตร หวั่นอนาคตผูกขาด จี้รัฐบาลเร่งทบทวน


เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 26 ต.ค.2569 ที่รัฐสภา นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สว.ร่วมแถลงข่าวเรื่องกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช หรือจดลิขสิทธิ์สายพันธุ์ว่า เรื่องนี้มีเพื่อนๆ สว.ให้ความสนใจมาก หลังบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่พยายามผูกขาดสายพันธุ์ใบกะเพราที่ถือว่าเป็นอาหารเมนูหลัก ที่บางคนเรียกอาหารสิ้นคิด หรือบางคนเรียกเป็นอาหารประจำชาติไปแล้ว เพราะทุกคนเคยรับประทาน เป็นเรื่องผูกพันกับสังคมไทย ซึ่งเรื่องการวิจัยพัฒนาเราให้ความสำคัญ แต่การพัฒนาไม่อาจนำไปสู่การผูกขาดตัดตอน หรือการนำเอาความรู้ความสามารถของนักวิจัย ข้าราชการคนไทยที่ใช้ห้องแล็บของมหาวิทยาลัยรัฐของคนไทยส่วนรวมนำไปใช้โดยผูกขาดกิจการเหล่านี้ให้บางบริษัทเท่านั้น 

นาวาตรี วุฒิพงศ์  กล่าวด้วยว่า เราจะเห็นว่าในกระบวนการคิดเหล่านี้มีปัญหา เช่น เรื่องข้าวโพดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน วันนี้ข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองได้หายสาบสูญไปแล้ว ส่วนใบกะเพรา ไทยเรามีไม่ต่ำกว่า 200 สายพันธุ์ วันนี้เหลือที่เห็นทั่วไปอยู่สองสายพันธุ์ คือ กะเพราขาว กะเพราแดง ทั้งที่ประเทศไทยเรามีเสน่ห์ความหลากหลายทางชีวภาพ เรามีความรู้ความสามารถด้านวิชาการการเกษตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น เรามีปูชนียบุคคลด้านการวิจัยการพัฒนาการเกษตรมากมาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพันธุ์ปลานิลพระราชทานให้คนไทยทุกคนได้เลี้ยง ใช้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำคัญโดยที่ไม่คิดมูลค่าใดๆ นอกจากมูลค่าความจริงใจแห่งความจงรักภักดี เป็นต้น ดังนั้นกะเพราก็ควรเปรียบเป็นสมบัติของชาติไทยด้วยเพราะกินกันมาตั้งหลายชั่วอายุคนไทย


“นักวิชาการไทย โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ลงทุนหลายพันล้าน ถือเป็นการสร้างงานสร้างรายได้วิจัยต้นน้ำด้านการเกษตร พืชเหล่านี้มีปัญหาอะไรวิจัยและแก้ปัญหา นำออกมาเป็นโอเพนไลเซนส์ให้เกษตรกรชาวไทยนำไปปลูกได้ฟรีหรือแจกจ่าย หรือข้าวก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เรามีกรมการข้าวดูแล ดังนั้น ผักก็ควรมีหน่วยวิจัยเพื่อแจกจ่ายเป็นสมบัติสาธารณะ ดังนั้น ผมขอวิงวอนนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัยว่า เรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องพืชพันธุ์ผักต่างๆ เป็นแหล่งอาหารของประเทศไทย ขอให้ช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วย ส่วนนักวิชาการที่ใช้แล็บของมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ควรเป็นสมบัติของราษฎรชาวไทย สิทธิควรเป็นของคนไทยทุกคน ผมอยากให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงว่า เราได้อะไรจากการวิจัยนี้ หากเป็นไปได้ ขอคืนสิทธิ์เหล่านี้ให้คนไทยที่ดำเนินอาชีพสุจริตสามารถนำเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกต่อได้ ขอให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวง อว.นำเรื่องเหล่านี้ไปทบทวน เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำอีก” นาวาตรี วุฒิพงศ์ กล่าว


ด้านนายสหพันธ์ สว.กล่าวว่า ตนมาจากภาคธุรกิจมองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใบกะเพราเราทานมาตั้งแต่เล็กจนโต ทุกคนมีความคุ้นเคย ใช้ใบกะเพราปรุงทำอาหารมาตลอดชีวิต พูดได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติไทย แต่การวิจัยพัฒนาครั้งนี้ ถ้าไม่มีเรื่องของสิทธิบัตรเข้ามาเกี่ยวข้องจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่หากมีการควบคุมกำกับดูแลโดยสิทธิบัตร เกรงว่า จะลามไปถึงพืชตัวอื่นอีก รวมถึงพันธุ์สัตว์ที่เกี่ยวข้องอีกหลากหลายชนิด หากวิจัยพัฒนาไปแล้วมีการควบคุมกันทั้งหมด วันหนึ่งอาจจะต้องถูกควบคุมห่วงโซ่อาหารไปหมด การจะจดสิทธิบัตรใดๆ ที่เป็นเรื่องของพืชผลซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยใช้บริโภคโดยสม่ำเสมอ ส่วนตัวเห็นว่า เป็นการจำกัดสิทธิบางอย่าง และทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้ จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนเรื่องนี้