โฆษกรัฐบาล ลั่น ตีเก๊ข่าวโอนค่าน้ำชาเข้าบัญชี “อนุทิน” ยันเฟกนิวส์ จับตาเพจปล่อยข่าวปลอม ลบโพสต์ ปิดหนี เผย ก.ดิจิทัลฯ เร่งตามถึงเครือข่าย เตือนนักการเมืองแชร์ข่าวบิดเบือน เสี่ยงโดนคดี
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีเพจเฟซบุ๊ก Godd dam โพสต์ข้อความในเชิงกล่าวหาว่ามีบุคคลหนึ่งโอนเงินให้กับชื่อบัญชี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภาพสลิปการโอนเงินจำนวน 7 ล้านบาท ระบุวันที่ 31 ตุลาคม 2566 และยังระบุถึงเงินจำนวนนี้ว่าเป็น “ค่าน้ำชา” นั้น
ล่าสุด นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นนี้ โดยได้เห็นสิ่งที่มีคนแชร์ต่อและมีคนส่งมาให้ว่า มีการแชร์ข้อมูลที่มีการโอนเงินเข้าบัญชี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในระหว่างช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอยืนยันว่าข้อมูลนี้สามารถตีเก๊หรือเป็นเฟกนิวส์ได้ทันที
เหตุผลข้อแรกคือ จะไม่มีนักการเมืองคนไหนที่จะรับเงินหลักล้านบาทโดยไม่มีที่มาที่ไป ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระวังในฐานะนักการเมือง เพราะหากรับเงินหรือผลประโยชน์เกิน 3,000 บาท ก็จะกลายเป็นข้อกล่าวหาที่ผิดหลัก
เหตุผลที่ 2 คือบัญชีที่มีสลิปการโอนสามารถตัดต่อได้หรือทำขึ้นมาได้ ซึ่งบัญชีที่เรียกว่าบัญชี Wisdom ต้องมีเงินในบัญชีพอสมควร และการโอนแต่ละครั้งจะจำกัดการโอนไม่เกินครั้งละ 5 ล้านบาท หากเกินจะต้องไปขยายวงเงินกับธนาคาร แต่ก็มักไม่ค่อยมีใครทำกันเพราะเป็นหลักฐานกับทางธนาคาร
เหตุผลที่ 3 เป็นที่รู้กันดีว่า นายอนุทิน ไม่ใช่เป็นคนที่มีเงินน้อย และไม่ต้องการเงินแบบนั้น จึงเป็นเหตุผลสามข้อที่ตีเก๊เรื่องนี้ได้เลย
โฆษกรัฐบาล กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อคือเพจนี้มีพฤติการณ์อย่างไร ซึ่งไม่ใช่เป็นเหตุการณ์แรก เคยมีเหตุการณ์ลักษณะการปล่อยข่าวปลอม ข่าวไม่จริงหลายเรื่องอยู่ตลอด โดยกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ได้ติดตามเรื่องนี้ซึ่งเพจดังกล่าวมีการปล่อยข่าว ลบโพสต์ และปิดเพจบ้างก่อนจะเปิดเพจขึ้นมาใหม่ ข้อสังเกตคือเพจไหนที่ปลิวหรือถูก Report ไม่ง่ายที่จะกลับมาเปิดใหม่และใช้ชื่อเดิม อย่างเพจที่ใช้ชื่อ V1, V2 ไปถึง V10 แต่เพจนี้จะมีลักษณะปล่อยข่าวบางอย่างมาและปิดเพจไปก่อนจะเปิดเพจใหม่ “ซึ่งประเด็นนี้บอกเลยว่าไม่รอดครับ ทางกระทรวงดิจิทัลฯ กำลังดำเนินการติดตามเครือข่ายเหล่านี้”
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าตกใจคือการแชร์ข้อความข้อมูลและส่งต่อโดยนักการเมือง ซึ่งนักการเมืองควรเป็นกลุ่มคนที่มีการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อน โดยมีข้อสังเกต 2 อย่าง ข้อแรก คือ พฤติการณ์การเห็นข่าวที่มีความน่าสนใจและนำมาแชร์ต่อโดยไม่มีการตรวจสอบ ข้อ 2 อยู่ในเครือข่ายและรู้ว่าเพจนี้จะมีการโพสต์ จึงเตรียมรอเวลาที่จะไปแชร์ต่อ เพื่อให้เครือข่ายไปแชร์ข้อมูลต่ออีกทอดหนึ่งเป็นการดันยอดเอนเกจเมนต์ โดยกระทรวงดิจิทัลฯ มีการปรึกษากันว่าตอนนี้กำลังดำเนินการ แม้ว่าเพจหรือตัวผู้โพสต์จะอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ หรือใช้ VPN แสดงตัวตนว่าอยู่ต่างประเทศ หรือโพสต์ในต่างประเทศก็จะดำเนินการติดตามไปทุกที่ โดยจะดำเนินการเพื่อให้ไปถึงตัวเครือข่าย และสำหรับผู้ที่แชร์ข้อมูลที่บิดเบือนก็ไม่รอด โดยเฉพาะนักการเมือง ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงกว่าคนปกติ
“การที่เอาข่าวที่บิดเบือน เอาข่าวที่โจมตีคนอื่น และไม่เป็นข้อมูลจริงนำไปเผยแพร่ต่อ คดีจะต้องถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีทางจริยธรรม ขอเรียกร้องว่ามาตรฐานทางการเมืองจะต้องไม่ตกต่ำ และมาตรฐานจะต้องถูกยกขึ้น คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ แม้วันนี้จะเป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลแต่หากเพจเหล่านี้ไปใช้ข้อมูลที่เป็นความมั่นคงของประเทศ หรือสถาบันหลักของชาติ และนักการเมืองไปสนับสนุนข้อมูลเหล่านี้จะเกิดอะไรขึ้น”


