“ปกรณ์” ประกาศไทยมุ่งมั่นร่วมเป็นสมาชิกฯ OECD เผย ไทยนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในระบบกฎหมาย-ทำให้ประชาชนเข้าถึงง่าย พร้อมทบทวนทุก 5 ปีให้ทันบริบทโลก 


วันที่ 22 ต.ค. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้แทนประเทศไทย ร่วมการประชุมว่าด้วยการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ที่จัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 2026 ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี พร้อมประชุมระดับทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ OECD และรมว.ยุติธรรม ประเทศตุรกีและสเปน เพื่อเน้นย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อผลักดันนโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างราชการ และระบบยุติธรรมของไทย


นายปกรณ์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ความยุติธรรมและการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย” ว่า ในนามรัฐบาลไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุม และแบ่งปันประสบการณ์ของประเทศไทย ในเรื่องนี้ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD 


กระบวนการดังกล่าว จึงเป็นโอกาสทรงคุณค่าสำหรับประเทศไทยที่จะใช้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม เพราะความยุติธรรมที่เราต้องการมากที่สุด คือ “ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ความยุติธรรมที่มีอยู่เพียงบนหน้ากระดาษ”


นายปกรณ์ กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนของเราในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการช่วยเร่งให้รัฐบาลสามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้นขณะเดียวกันความยุติธรรมยังช่วยสร้างความแน่นอน ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน


ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้รัฐบาลกำหนดกฎระเบียบให้มีความชัดเจน น่าเชื่อถือ และสร้างความเป็นธรรมระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งคำพิพากษายังสามารถกระตุ้นให้รัฐบาลส่งเสริมหลักนิติธรรม ปรับโครงสร้างองค์กร และออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อลดต้นทุน และภาระของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว


นอกจากนี้ ความยุติธรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า หากรัฐบาลนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการสาธารณะ ประชาชนและภาคธุรกิจก็จะได้รับประโยชน์ การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและภาระของประชาชนและภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมอีกด้วย


นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้นำข้อสะท้อนจากคำพิพากษาของศาลมาผลักดันนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและรัฐบาลแบบเปิด ประชาชนสามารถเข้าถึงกฎหมายและข้อมูลของภาครัฐได้อย่างง่ายดาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต กฎหมายทุกฉบับต้องได้รับการทบทวนอย่างน้อยทุก 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากมีความเหมาะสม เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป 


นอกจากนี้ ก่อนการยกร่างกฎหมาย ยังต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย หรือ RIA และดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งต้องจัดทำให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประมวลผลได้ ข้อมูลเหล่านั้นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะและเชื่อมโยงถึงกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยให้ภาครัฐสามารถให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างถูกต้อง สะดวก และมีต้นทุนต่ำที่สุด


เราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลสามารถช่วยเสริมสร้างการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับทุกคนได้ในประเทศไทย ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Court) ซึ่งเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ได้ช่วยลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการและต้นทุนในการดำเนินคดีของคู่ความลงอย่างมาก ประชาชนและ SMEs สามารถยื่นคดีผ่านระบบ E-Court ได้ด้วยตนเอง และได้รับความยุติธรรมอย่างทันท่วงที จำนวนคดีที่ยื่นผ่านระบบ E-Court เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี เมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นคดีในรูปแบบดั้งเดิม


นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กระบวนพิจารณาคดีในรูปแบบดั้งเดิมของศาลก็ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนและภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชนและภาคธุรกิจเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ประเทศไทยยังส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการประนอมข้อพิพาทและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาล เพื่อช่วยลดภาระจากการดำเนินคดีอย่างเป็นทางการสำหรับประชาชนและ SMEs โดยรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานด้านการประนอมและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไว้ทั่วประเทศ


นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และเราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความยุติธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความยินดีที่จะมุ่งมั่นดำเนินการให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ลดอุปสรรคและความติดขัด ลดกฎระเบียบ และขั้นตอนทางราชการที่ไม่จำเป็น และสนับสนุนประชาชนทุกกลุ่ม