กมธ. กฎหมาย เดือด โต้กันวุ่น สส.ภูมิใจไทย รุมจวก “โรม” เชิญ “ศิริโชค” แจงปมหุ้นเว็บพนันสามีไอเดียร์  ไม่ใช่มติ กมธ. ก่อน “ศุภชัย” นำ สส.ซีกรัฐบาล-กธ. วอล์กเอาต์ ออกจากห้องประชุม


วันที่ 22 ตุลาคม 2569 การประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน มีการเชิญนายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มาให้ข้อมูล เรื่องหุ้นเว็บพนันของสามีนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทย 


โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ได้ท้วงติงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่มติคณะกรรมาธิการ ซึ่งเมื่อวานนี้การประชุมกับประธานสภาผู้แทนราษฎร กับ ประธานคณะกรรมาธิการ 35 คณะ ได้มีการกำหนดแนวทางของการทำงานไว้อย่างชัดเจน ว่า ก่อนจะดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องถามมติที่ประชุมว่าจะรับเรื่องนี้พิจารณาหรือไม่ ถ้าที่ประชุมมีมติให้พิจารณา ก็ให้ดำเนินการประชุม ตามมติต่อ แต่ถ้ามีมติไม่รับเรื่องก็ไม่ต้องพิจารณา นายศุภชัยจึงได้เสนอญัตติเพื่อขอมติที่ประชุมจากนั้น นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน รองประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ บอกว่าไม่ติดขัดถ้ามีผู้รับรอง แต่เรื่องนี้ได้มีการทำหนังสือนัดหมายการประชุมไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ดังนั้นถ้าจะบรรจุเรื่องใดต้องเกิดก่อนที่จะมาขอมติในวันนี้ 

จากนั้นพันตำรวจเอก ทวีสอดส่อง กรรมาธิการกฎหมายฯ สัดส่วนของพรรคประชาชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการประชุมติดต่อกันมา 8 ครั้งแล้ว มองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งถ้าจะขอมติไม่มีในข้อบังคับ แต่เป็นเรื่องที่ตกลงกัน ถ้าจะขอญัตติก็ควรที่จะเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งในการพิจารณาที่ผ่านมา เรื่องสินบน 40 ล้าน มีการบอกว่ามีเว็บพนัน 4,000 เว็บ และขยายผลมาถึงเรื่องนี้ว่าบางเว็บมีการใช้ช่องของตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ก็ได้มาชี้แจง ดังนั้นถ้าจะขอญัตติต้องเป็นเรื่องใหม่ เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเราต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ประธานสภาจะบรรจุวาระอะไรเข้าสภา ก็ต้องขอญัตติสมาชิก เมื่อเราไม่ได้เขียนไว้ เราใช้แนวเดียวกันจึงฝากไว้เป็นข้อสังเกต


จากนั้นนายศุภชัย ลุกขึ้นแย้งว่า สิ่งที่เสนอไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว แต่มุ่งหวังให้กรรมาธิการเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ต้องดำเนินการตามข้อบังคับ ตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันไม่ได้ติดใจว่ามติจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ควรจะทำอะไรที่เป็นบรรทัดฐานในเรื่องที่สังคมจับตาสิ่งที่พันตำรวจเอกทวีพูด ฟังดูเหมือนจะใช่ แต่ไม่ใช่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระมันมีกระบวนการกลั่นกรองของฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งถ้าหากเดินหน้าต่อครั้งหน้าประธานกรรมาธิการก็จะใช้วิธีการเดิมแบบนี้ วันหนึ่งถ้านายรังสิมันต์ โรม ไม่อยู่ที่นี่แล้ว กมธ.ชุดใหม่ จะทำตามโดยอ้างว่าที่ผ่านมา นายรังสิมันต์เคยทำ ที่นี่คือสภานิติบัญญัติ ผู้บัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะทำตามอารมณ์ 


ซึ่งทำให้นายรังสิมันต์ บอกขอให้นายศุภชัยช่วยสรุป นายศุภชัยโต้กลับว่า พูดจบก็จบ ส่วนเรื่องเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลเป็นอีกประเด็น ถามว่าเขาจำใจมาหรือเปล่า แต่ต้องการให้เป็นไปตามข้อบังคับ จึงอยากจะเสนอว่าให้ลงมติ แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนบอกว่าทำกันมาแล้วนี่คือผลไม้พิษ มันเป็นต้นไม้เป็นพิษ ดังนั้นลูกมันจึงเป็นผลไม้พิษ เพราะเราทำให้มันเป็นพิษ จึงอยากให้ลงมติถ้าผลเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป


จากนั้นที่ปรึกษา กมธ. กล่าวว่า ประเด็นที่ถกเถียงกันเป็นอำนาจของประธานกรรมาธิการ หรืออำนาจของกรรมาธิการ แต่ในหลายกรรมาธิการ ประธานกรรมาธิการมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระซึ่งเป็นการล้อตามข้อบังคับของการประชุมสภา ที่ใช้โดยอนุโลม พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่


จากนั้นนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ บอกว่า ที่บอยคอตต์ประธาน 2 ครั้ง เพราะประธานใช้ข้อบังคับ ซึ่งนายรังสิมันต์ บอกว่า นายณัฐวุฒิไม่ได้บอยคอตต์ ถ้าบอกว่า บอยคอตต์ หนังสือลาของท่านบอกว่าลาติดภารกิจ ถ้าบอกว่า บอยคอตต์ แสดงว่าทำหนังสือลาเท็จ สรุปว่า บอยคอตต์ หรือทำหนังสือลา นายณัฐวุฒิ จึงยอมรับว่าลาเพราะติดภารกิจ ไม่ใช่บอยคอตต์ แต่มีนัยที่คนฉลาดอย่างท่านประธานจะรู้ดีว่าทำไมถึงลา และลาพร้อมกัน 

จากนั้นนายณัฐวุฒิได้ย้ำประเด็นเดิมที่กรรมาธิการถกเถียงกันในเรื่องของการที่ประธานใช้อำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการไม่ถูกต้อง และดูมาตรา 129 การกำหนดว่าการดำเนินการใดๆ จะสอบหาข้อเท็จจริง ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาและกรรมาธิการ เกรงและเป็นห่วงว่าชื่อคณะกรรมาธิการ เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน เราเป็นคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน แต่เรากำลังละเมิดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ การสอบสวนหาข้อเท็จจริงต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การแก้กฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรม เราไม่ใช่กรรมาธิการที่จะไปหาผู้กระทำผิด ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของกรรมาธิการ 


ซึ่งนายรังสิมันต์ ได้ตัดบท ขอให้นายณัฐวุฒิ สรุป นายณัฐวุฒิจึงแย้งว่า เพราะประธานเป็นแบบนี้จึงไม่ได้รับความร่วมมือ เวลาประธานพูดนานกว่าตน ขณะเดียวกันมีมติว่าจะประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ประธานก็ละเมิด เป็นการประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง


ขณะเดียวกันนายณัฐวุฒิบอกว่า ในคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ มีโฆษก แต่โฆษกไม่เคยได้ทำหน้าที่ เพราะประธานแถลงทั้งก่อนและหลังประชุม โดยไม่เป็นไปตามมติของ กมธ. 


จากนั้นคณะกรรมาธิการซีกพรรคประชาชน ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเดิม สามารถพิจารณาได้โดยไม่ต้องมาขอมติใหม่ และอยากให้สภาเป็นที่ของการพูด การคุยถกเถียง แสดงให้เห็นว่าเห็นแย้งหรือแตกต่างกันอย่างไร และเคารพซึ่งกันและกันในระบอบประชาธิปไตย เราต้องการจิตใจที่กว้างใหญ่เหมือนมหาสมุทร จึงบอกท่านศุภชัยว่า เราต้องการหัวใจที่กว้างขวาง โดยเฉพาะคำถามที่ประชาชนมี เราทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งก็เห็นความสำคัญของการทำหน้าที่กรรมาธิการ ซึ่งเมื่อวานก็ได้มีการประชุมกับประธานสภา ทางคณะกรรมาธิการก็ควรที่จะได้รับรู้ว่า ตกลงเมื่อวานคุยอะไรกัน เท่าที่ทราบยังไม่ได้ข้อสรุป ถ้าเป็นไปได้อยากให้ประธานเอาบันทึกการประชุมมาให้คณะกรรมาธิการดู และวันนี้ประชุมมาแล้ว 8 ครั้ง ควรเดินหน้าต่อ เพราะประชาชนกำลังจับตาดูอยู่ ถ้าเรายุติการทำหน้าที่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรมีคำถามต่อการทำงานของสภาในภาพรวมแน่ 


จากนั้นที่ประชุมก็ยังถกเถียงกันในประเด็นเดิมว่า เป็นอำนาจของประธานหรืออำนาจของกรรมาธิการ แต่นายรังสิมันต์ ได้ตัดบทให้นายศิริโชค ขึ้นชี้แจง ทำให้นายศุภชัยยกมือขึ้นจะพูด แต่นายรังสิมันต์ บอกว่า “ถ้าผมให้ใครพูดก็คือคนนั้น” นายศุภชัยจึงโต้ขึ้นมาว่า “นี่คือท่าน และอยากจะบอกว่าสิ่งที่เรากำลังถกกันไม่เกี่ยวกับนายศิริโชค แล้วทำไมต้องให้นายศิริโชคขึ้นพูดหมายความว่าอย่างไร”


ขณะที่นายรังสิมันต์ บอกว่า ไม่อนุญาตให้นายศุภชัยพูดเพราะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ นายศุภชัยจึงบอกว่า นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาของคณะกรรมาธิการนี้ จึงลุกขึ้นยืนว่า ขอประท้วงท่านประธาน พวกตน กรรมาธิการ 6-7 คน นายรังสิมันต์ จึงถามว่า ประท้วงข้อบังคับไหน นายศุภชัย บอกว่า ไม่ต้องถามข้อ เอาเป็นว่าตนได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ว่าประธานผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องไม่มีเหตุที่จะนั่งกันตรงนี้ และขอวอล์คเอาท์ ถ้าท่านคนไหนเห็นด้วยกับตนก็ให้ออกจากห้องประชุมมาด้วย


จากนั้น นายศุภชัย ได้เดินออกจากห้องประชุม พร้อมด้วย สส. จากพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า หลังจากมีการประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมาย ทางนายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ. ได้มีการเปิดประชุม และจะพิจารณาระเบียบวาระพิจารณาที่เสนอมา ตนเองได้มีการ เสนอต่อที่ประชุมถึงญัตติว่า การนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา เป็นการรับเรื่องมาพิจารณาโดยประธานเอง และไม่ได้มีการขอมติที่ประชุม และมีประเด็นโต้แย้งกันถึงเรื่องนี้ ในที่สุดแล้ว ก็มีการพูดคุยกันในที่ประชุมพอสมควร และยังมีการประชุมต่อ โดยยืนยันในหลักการว่า เพื่อให้เป็นไปโดยชอบในข้อบังคับและกฎหมาย ควรให้มีมติว่าจะรับหรือไม่รับ ตนเองเน้นว่า ควรดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ แต่ในที่สุดแล้ว นายรังสิมันต์ ก็ยืนยันแบบเดิม


นอกจากนี้ เรื่องนี้ควรหารือกันในคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีอยู่ 15 คน แต่ปรากฏว่า ประธาน กมธ. กลับหันไปสอบถามความเห็นจากนายศิริโชค โสภา อดีต สส. ซึ่งถูกเชิญมาเป็นพยานในวันนี้ เป็นกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ สั่งปิดไมค์ห้ามพูด กรณีเหล่านี้ เป็นปัญหามาโดยตลอด ดังนั้น เป็นสิ่งที่ตนเองในพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจเดินออกจากที่ประชุม เพราะเราเห็นว่า ประธานปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่เป็นไปตามข้อบังคับและไม่มีความชอบธรรม ซึ่งได้ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้วินิจฉัยว่า พฤติกรรมการกระทำของนายรังสิมันต์ โรม ตั้งแต่ต้น มาจนถึงหลายครั้ง หลายคราวนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับ ผิดรัฐธรรมนูญ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และช่วงนี้ตัดสินใจว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมกับกรรมาธิการนี้ 


ดังนั้น ถ้า กมธ. อยากพิจารณากัน 7 คน ก็ว่าของท่านไป แต่ต้องการให้สังคมได้เห็นว่า เรื่องการทำงาน ไม่มีวาระซ่อนเร้น พวกตนเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ห่วงใยเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่เราจะไม่ใช้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะทำตามวาระซ่อนเร้นของประธาน


นายศุภชัย กล่าวว่า เมื่อวานมีการประชุมกัน ก็เป็นที่ตกลงกันว่า ในเรื่องทุกเรื่อง ต้องเป็นเรื่องมติของคณะกรรมาธิการ เพราะข้อบังคับไม่ได้บอกว่า เป็นหน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการ แต่เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการที่มีอยู่ 15 คน ดังนั้น ตนเองจึงเสนอว่า ขอดำเนินการเป็นไปด้วยความถูกต้อง เพื่อปกป้องประธานเอง แต่ท่านยังใช้อำนาจของท่านอยู่ ดังนั้น ก็ช่วยไม่ได้ ตนเองร้อง ป.ป.ช. ไปแล้ว และหลังจากนี้ จะไม่ร่วมประชุมและสังฆกรรมกับท่านต่อไป จนกว่าท่านจะเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อคณะกรรมาธิการที่วอล์คเอาต์ในครั้งนี้ เป็น สส. จากพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.ภูมิใจไทย, นายองค์อาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี พรรคกล้าธรรม, นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ สส.ภูมิใจไทย, นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.ภูมิใจไทย, นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ สส.เพื่อไทย, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.ภูมิใจไทย, นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.ภูมิใจไทย ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.เพื่อไทย ลาประชุม อย่างไรก็ตาม การประชุมก็ดำเนินการต่อ