“ณัฐวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้ง 3 ข้อสังเกตต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ ส่อย้อนแย้ง ขยายอำนาจพิจารณาคดีอาญา แต่เพิ่มภาระประชาชน-กระทบสิทธิสู้คดี
วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ในวาระที่ 1 ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี โดยมีหลักการสำคัญคือการกำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจในการพิจารณาคดีอาญาเพิ่มเติมด้วย
นายณัฐวุฒิ ระบุว่า ตนเข้าใจภาพรวมและแนวโน้มในปัจจุบันที่มีการจัดตั้งศาลเฉพาะทาง หรือศาลชำนาญพิเศษเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น เช่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญากลาง หรือศาลภาษีอากรกลาง เช่นเดียวกับศาลแรงงานที่มีองค์คณะผู้พิพากษาซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาอาชีพ ร่วมกับผู้พิพากษาสมทบที่เป็นตัวแทนจากฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง อย่างไรก็ตาม ตนมีข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการที่จำเป็นต้องนำเสนอต่อสภาฯ ดังนี้
ประการแรก การขยายอำนาจศาลแรงงานอาจเป็นการเพิ่มภาระให้แก่คู่ความ เนื่องจากปัจจุบันศาลแรงงานไม่ได้มีตั้งอยู่ในทุกจังหวัดเหมือนศาลจังหวัดหรือศาลแขวง โดยมีอยู่เพียงสิบกว่าแห่งทั่วประเทศ ซึ่งในอดีตผู้กระทำความผิดตามกฎหมายแรงงานสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแขวงหรือศาลจังหวัดในพื้นที่ได้ เช่น จังหวัดเชียงรายมีศาล 2 แห่ง หรือจังหวัดนครราชสีมามีศาลถึง 3 แห่ง ทำให้ไม่เป็นภาระในการเดินทางแก่คู่ความ แต่หากร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาคดีที่มีโทษทางอาญาตามกฎหมายต่างๆ เพิ่มเติม จะทำให้คู่ความต้องเดินทางข้ามพื้นที่มายังศาลแรงงาน ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชนอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ แม้ร่างกฎหมายจะกำหนดข้อยกเว้นให้ศาลแรงงานสามารถมอบหมายให้ศาลชั้นต้นอื่นดำเนินกระบวนพิจารณาแทนได้ แต่มองว่าเป็นการย้อนแย้งในเชิงหลักการ เพราะหากต้องการให้ศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลชำนาญพิเศษทำหน้าที่ แต่สุดท้ายกลับโยนภาระคดีไปให้ศาลชั้นต้นระดับจังหวัดดำเนินกระบวนการไต่สวนแทน จึงเป็นแนวทางที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ประการที่สอง ความไม่ชัดเจนในการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจศาล โดยตนเห็นด้วยกับการเปิดช่องให้กำหนดความผิดอื่นผ่านพระราชกฤษฎีกาได้ เพื่อรองรับกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ๆ ในอนาคต แม้ใจจริงจะอยากเห็นการประมวลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั้งหมดเข้าด้วยกันเหมือนประมวลกฎหมายภาษีอากรก็ตาม แต่สิ่งที่น่าแคลงใจคือ ร่างกฎหมายกลับเปิดช่องให้ออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นคดีความผิดบางประเภทออกจากอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานได้ด้วย การเขียนกฎหมายในลักษณะที่มีทั้งการขยายอำนาจและริบอำนาจกลับไปมาเช่นนี้ ถือว่าขัดต่อหลักการและไม่ตอบโจทย์การพัฒนากระบวนการยุติธรรม
และประการสุดท้าย คือผลกระทบต่อสิทธิในการสู้คดีของประชาชน การพิจารณาเรื่องภาระคดีไม่ได้มีเพียงเรื่องการเดินทางเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เนื่องจากเมื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างศาลชำนาญพิเศษ ศาลอุทธรณ์ หรือแผนกคดีในศาลฎีกา ตนยังไม่มั่นใจว่าสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาของประชาชน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งลูกจ้าง นายจ้าง หรือบุคคลทั่วไปที่ถูกดำเนินคดีอาญา จะถูกจำกัดหรือได้รับผลกระทบจากโครงสร้างใหม่นี้หรือไม่
นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากวันนี้สภาฯ ลงมติรับหลักการร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับในวาระที่ 1 ตนก็ขอฝากข้อสังเกตทั้ง 3 ประการนี้ไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญนำไปพิจารณาทบทวนและแก้ไขต่อไปในวาระที่ 2 ด้วย


