“พิพัฒน์” โชว์วิสัยทัศน์พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานไทย มุ่งลดต้นทุนโลจิสติกส์ เชื่อมขนส่ง “น้ำ-อากาศ” พร้อมปั้นเมืองเศรษฐกิจใหม่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์


วันที่ 21 ต.ค. 2569  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “โครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อนประเทศไทย (Infrastructure Blueprint for the Future)” บนเวที Nation Forum 2027  ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยประกาศทิศทางการพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญของประเทศ ด้วยการมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการเดินทาง การค้า และระบบโลจิสติกส์แห่งภูมิภาคอย่างยั่งยืน


นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งอยู่ตรงจุดเชื่อมโยงระหว่างจีน อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ทว่าที่ผ่านมาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายระบบยังขาดการเชื่อมต่อกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างโครงการแบบแยกส่วน มาเป็นการพัฒนาโครงข่ายที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนการขนส่ง และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ไปสู่ทุกภูมิภาค


สำหรับการยกระดับระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักด้านโลจิสติกส์นั้น รัฐบาลเตรียมเดินหน้าพัฒนารถไฟทางคู่เพิ่มเติมอีก 1,479 กิโลเมตร ควบคู่กับการผลักดันนโยบาย Open Access เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมประกอบกิจการขนส่งทางราง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐได้ลงทุนไว้ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ทั้งยังตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ความจุระบบรางจากปัจจุบันที่ใช้เพียง 35% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50–55% ภายในปี 2572 และเติบโตสู่ 65–70% ภายในปี 2577 เพื่อลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนและลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว โดยจะทำงานควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ M8 และ M82 เพื่อเชื่อมต่อกรุงเทพมหานครลงสู่ภาคใต้ได้อย่างไร้รอยต่อ


นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนวคิดการพัฒนาท่าเรือสองฝั่งทะเลเพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามันด้วยระบบราง ซึ่งเป็นการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เพิ่มทางเลือกที่สำคัญในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และผลักดันให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) โดยยกระดับสนามบินสุวรรณภูมิจากการเป็นศูนย์กลางการเดินทางไปสู่ศูนย์กลางการขนส่งสินค้ามูลค่าสูง โดยตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถคลังสินค้าทางอากาศจาก 1.77 ล้านตัน เป็น 2.36 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2572 เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงานในประเทศ


ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองใหม่ ได้มีการเสนอแนวคิดพลิกโฉมพื้นที่ท่าเรือคลองเตยกว่า 2,353 ไร่ โดยศึกษาการปรับบทบาทท่าเรือกรุงเทพให้เป็น Premium Port รองรับสินค้ามูลค่าสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นย่านเศรษฐกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยย้ำว่าการพัฒนาดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนเดิม ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค การศึกษา และการสร้างงาน ขณะเดียวกันยังมีแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เกือบ 1,500 ไร่ ให้เป็น Smart City และศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ที่เชื่อมโยงระบบรถไฟ รถโดยสาร และทางพิเศษเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างเมืองที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน


นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดคือ “ชีวิตและโอกาสที่ดีกว่าของคนไทย” ซึ่งจะต้องสะท้อนออกมาผ่านการเดินทางที่สะดวกขึ้น ต้นทุนที่ลดลง การสร้างงานและรายได้ ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยหน้าที่สำคัญของรัฐบาลคือการลงมือทำตามนโยบายอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง