นายกฯ ซัดกลับคนไม่รู้ความ กล่าวหารัฐไร้แผนเยียวยา-งบช่วยน้ำท่วมเกลี้ยง อัด จงใจให้ร้ายทั้งที่รู้ ยันงบไม่หมด โวรัฐบาลนี้จ่ายไว เหตุไม่ต้องรอภัยพิบัติจบ ขอแค่ตรวจสอบแม่นยำ อย่าผิดพลาด


เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ได้มีแผนรับมือเยียวยาน้ำท่วม ว่า ข้อกล่าวหาที่บอกว่ารัฐบาลไม่ได้วางแผนในการเตรียมงบ หรืองบหมดแล้วเป็นการพูดของคนที่ไม่รู้ความ โดยตามหลักการต้องเกิดภัยพิบัติก่อนถึงต้องไปสำรวจ เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องไปตรวจสอบ แล้วจึงนำเรื่องมาเสนอ ครม. ซึ่งเงินก้อนนี้ไม่ใช่งบประจำ แต่ต้องมาจากงบกลางของนายกรัฐมนตรี จึงต้องนำมาเสนอนายกรัฐมนตรี หากวงเงินเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสนอ ครม. อนุมัติ เพราะฉะนั้นที่บอกว่างบประมาณหมดแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน

นายอนุทิน อธิบายต่อไปว่า ที่บอกว่างบก้อนแรก 4,700 ล้านบาทใช้หมดแล้วนั้น ก็เป็นงบกลางที่เหลือตั้งแต่ปี 2569 ซึ่งที่จริงแล้วต้องนำส่งคืนกระทรวงการคลัง แต่เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนตนก็เลยไม่ส่งคืนกระทรวงการคลัง เพราะรู้อยู่แล้วว่าสภาพน้ำแบบนี้ต้องมีการเยียวยา จึงต้องมาตั้งเรื่องสำหรับเป็นงบการเยียวยา ถึงได้มีการจ่ายเงินเยียวยาได้รวดเร็วแสดงถึงความมีประสิทธิภาพ และมาวันนี้ก็มีการประมาณการว่าจะเหลืออีกกี่ครัวเรือนที่เข้าข่ายจะได้รับเงินเยียวยา ซึ่งทางสำนักงบประมาณก็มีการตั้งอีก 10,500 ล้านบาท แล้วนำเข้าที่ประชุม ครม. วันนี้ เพื่อตั้งสำรองนำมาใช้ในการเยียวยาสถานการณ์น้ำท่วม

“ไม่ใช่ โอ้โห เงินหมดแล้วไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้นการให้ข่าวแบบนี้กับพี่น้องประชาชน ก็ถือว่าเป็นการให้ร้ายนะครับ ถ้าให้ร้าย ผมคิดว่าเขารู้ แต่เขาตั้งใจจะให้ร้าย” 

ส่วนคำถามว่า กรณีประชาชนออกมารอเงินเยียวยาหน้าเขต ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นความผิดของ สส.พรรคประชาชน หรือไม่ นายอนุทิน ระบุ ตนไม่ทราบว่ามาด้วยสาเหตุอะไร โดยทุกรัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ชุดเดียว ก็ใช้เวลาสำรวจ เพราะมีการตั้งกรรมการหลายชุดตอนนั้น ตนเป็น มท.1 ก็เห็นว่าคณะกรรมการมีความซ้ำซ้อนและทำให้เกิดความล่าช้า เพราะสุดท้ายก็ต้องมาทำการตรวจสอบผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน งบประมาณที่ตั้งเตรียมไว้อยู่แล้วก็สามารถเร่งจ่ายได้ สมัยก่อนต้องรอภัยพิบัติจบก่อนแล้วค่อยมาทำบัญชีในการจ่าย แต่พอมารัฐบาลชุดนี้ จะเป็นแบบ first come, first served (มาก่อนได้ก่อน) ขออย่างเดียวให้ตรวจสอบให้แม่นยำ อย่าผิดพลาด อย่าซ้ำซ้อน ถ้ามีการยื่นเรื่องเข้ามาก็ทยอยจ่ายได้เลย และเงินก็มีการโอนให้อยู่แล้ว จึงจ่ายได้ทันที ซึ่งวันนี้มีการโอนจ่ายไปแล้ว 600,000 ครัวเรือน

เมื่อถามอีกว่างบประมาณก้อนนี้จะเพียงพอสำหรับการเยียวยาใช่หรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า หากสถานการณ์เกิดขึ้นหลังจากนี้ประกันภัยพิบัติ ก็ครอบคลุมตั้งแต่ 1 ตุลาคม สิ่งที่เราจ่ายวันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนประกันภัยพิบัติ ก็จะจบไปในตัวมันเอง แต่สิ่งที่เราต้องลุ้นต่อไปคือปีหน้าต้องไปสร้างระบบป้องกัน ระบบรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมให้ได้มากที่สุด เพราะหากเกิดสถานการณ์เยอะแบบนี้แล้วปีหน้าบริษัทประกันภัยอาจจะพิจารณาจะรับหรือไม่รับประกัน หรือจะขึ้นเบี้ยประกันหรือไม่ เพราะฉะนั้นส่วนไหนที่จะประหยัดได้ รัฐบาลต้องใช้งบกลางไปจ่าย ส่วนนี้ก็ต้องมาเร่งสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม ลงทุนกับประตูระบายน้ำ เครื่องมือระบายน้ำ เพื่อในกรณีที่ต้องใช้ระบบการประกันภัยในปีถัดไปก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้รับประกัน.