“วราวุธ” แจงไม่ได้พูดไม่รู้จะทำอย่างไร ปมโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน แต่หดหู่ใจ สั่งปูพรมตรวจทั่วประเทศ ลุยสืบเส้นทางการเงิน-ยึดทรัพย์ ย้ำไม่มีข้อยกเว้น ยืนยันไม่มีคนดังในจังหวัดปราจีนบุรีโทรเคลียร์
วันที่ 20 ต.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานประกอบกิจการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ในจ.ปราจีนบุรี โดยระบุว่า มีสื่อมวลชนฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวในลักษณะว่าไม่รู้จะทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งขอยืนยันว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่สิ่งที่พบจากการลงพื้นที่เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง
โดยเมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสหารือกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เนื่องจากคดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเหล่านี้ จำเป็นต้องตรวจสอบในมิติทางการเงิน โดยจะสืบสวนเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นในบริษัทที่กระทำความผิด
นายวราวุธกล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบผู้เกี่ยวข้องเป็นชาวต่างชาติ และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งบัตรประชาชน จึงต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินอย่างไร พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการฟ้องร้องและยึดทรัพย์ผู้ประกอบการที่กระทำผิด อีกประเด็นสำคัญ คือการเพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้า โดยเฉพาะเศษพลาสติก ซึ่งต้องพิจารณามาตรการจำกัดการนำเข้า เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ช่วยเป็นหูเป็นตา เนื่องจากการกำจัดโรงงานเถื่อนไม่สามารถอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพังได้
สำหรับปัญหาที่พบจากการตรวจสอบโรงงานในจังหวัดปราจีนบุรี มีทั้งกรณีโรงงานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่โรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จะประสานให้ ปปง. ตรวจสอบเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ในที่สุด รวมถึงตรวจสอบการถือหุ้นแทนหรือการใช้นอมินี ซึ่งเป็นส่วนที่กระทรวงมหาดไทยต้องเข้ามาดำเนินการด้วย
นายวราวุธกล่าวว่า แนวทางการทำงานหลังจากนี้จะเป็นการประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานตามที่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี โดยปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมกันประมาณ 3,000 แห่งทั่วประเทศ จึงได้ขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัดเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน โดยต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันตรวจสอบโรงงานทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
ส่วนจะใช้โอกาสนี้ปูพรมตรวจสอบโรงงานทั่วประเทศหรือไม่ เนื่องจากมีการเปรียบเทียบสถานการณ์ว่า เมื่อน้ำลดก็จะเห็นตอผุดขึ้นมา นายวราวุธตอบว่า จะใช้โอกาสนี้ปูพรมตรวจสอบโรงงานทั่วประเทศ โดยย้ำว่าโรงงานที่ประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายก็ขอเป็นกำลังใจให้ แต่โรงงานใดที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือรู้ตัวว่ากำลังดำเนินการผิดกฎหมาย ขอให้เร่งแก้ไขให้ถูกต้อง หากอยู่ระหว่างการขออนุญาตและยังไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่ควรดำเนินกิจการไปก่อน เพราะความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยง่าย
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าผู้มีชื่อเสียงในจังหวัดปราจีนบุรีโทรศัพท์มาหารัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยเหลือหรือให้มีการยึดเรื่องไว้ นายวราวุธยืนยันว่า เมื่อวานนี้ไม่มีใครโทรศัพท์มาหา พร้อมระบุว่า ตนเอง นายสุชาติ ชมกลิ่น และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มีแนวทางการทำงานตรงกันว่า ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีชื่อเสียงมากเพียงใด ก็ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายและดำเนินการอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้น
นายวราวุธกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับตนเอง หากเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ก็อาจติดต่อไม่ติด จึงยืนยันว่าไม่มีใครโทรศัพท์เข้ามา และไม่มีการโทรศัพท์มาเคลียร์เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด หากต้องการให้เรื่องจบลง ก็มีเพียงแนวทางเดียว คือการทำให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


