“อนุทิน” ย้อน “การดี” บอกโง่พูดถึงตัวเองหรือ หลังตั้งหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล “โง่-ห่วย-เลว” ด้านลูกพรรค “เอกภพ-ศุภชัย” ฟาดแย่งซีนฝ่ายค้าน ก่อนชี้หน้าด่าคนอื่น หันกลับไปดูแผลเก่าตัวเองก่อน 


วันที่ 16  ตุลาคม 2569 เมื่อเวลา 10.15 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้ง 3 ปม ซักฟอกรัฐบาลว่า “โง่-ห่วย-เลว” โดยนายอนุทิน หัวเราะและย้อนถามสื่อมวลชนว่า “หึย เขาพูดแบบนี้เลยเหรอ เขาพูดคำว่าโง่ด้วยหรือ” ก่อนจะย้อนถามผู้สื่อข่าวอีกว่า “เขาพูดถึงตัวรัฐบาลหรือพูดถึงตัวเขาเอง” 


ผู้สื่อข่าว จึงบอกว่าเป็นสโลแกนที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอนุทิน ร้อง โอ๊ย พร้อมส่ายหน้า ก่อนกล่าวว่า คนเราพูดคำนี้ได้ก็แสดงว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นมากกว่า เป็น Defense Mechanism หรือ การอ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับวาทกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นวาทกรรม ของพรรคที่เคยมี 100 กว่าเสียง และเหลืออยู่ มี 10 กว่าเสียง ที่พูดกับพรรคที่เคยมีอยู่ 10 กว่าเสียง และขึ้นไปเป็นเกือบ 200 เสียง ก็ไม่รู้ว่าใครโง่ใครห่วยใครเลว


“เอกภพ” ฟาด “การดี” แย่งซีนฝ่ายค้าน ตอกชี้หน้าคนอื่นต้องย้อนดูตัวเอง


ด้านนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี นางการดี เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ภายใต้ประเด็น “โง่ ห่วย เลว” เช่นเดียวกันว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระดับโลก แต่กลับมีข่าวที่เป็นวาทกรรมทางการเมือง จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแย่งซีนกันเองระหว่างพรรคฝ่ายค้านหรือไม่


ที่ผ่านมา พรรคประชาชนมีมติอภิปรายไม่ไว้วางใจร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมติดังกล่าวก็ดูบันเทิงดี แต่เมื่อมติออกมาแล้ว กระแสกลับดูเหมือนจะส่องไปไม่ถึงพรรคประชาธิปัตย์มากพอ การออกมาพูดเช่นนี้จึงอาจเป็นเพราะต้องการเรียกกระแส


นายเอกภพกล่าวว่า หากจะพูดคุยกันด้วยเหตุและผล เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำหยาบคายหรือกล่าวหาว่าใครโง่ เพราะการวัดความฉลาดในทางการแพทย์ไม่สามารถดูจาก IQ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้ง EQ, MQ และความสามารถด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน การตีตราคนอื่นว่าโง่จึงเป็นการกล่าวหาที่ไม่เหมาะสม และควรย้อนมองตัวเองด้วย


ส่วนคำว่า “ห่วย” ก็ไม่แน่ใจว่าใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด เพราะเมื่อพิจารณาผลงานของพรรคการเมืองที่เป็นผู้กล่าว ก็ต้องถามกลับเช่นกันว่าที่ผ่านมามีผลงานดีหรือห่วย ส่วนคำว่า “เลว” นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ แต่การกล่าวหาคนอื่นว่าชั่ว โง่ ห่วย หรือเลว ต้องย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองด้วย เพราะการชี้นิ้วไปที่คนอื่นหนึ่งนิ้ว ยังมีอีกสี่นิ้วชี้กลับมาที่ตัวเอง


นายเอกภพมองว่า เรื่องนี้เป็นสีสันทางการเมือง หรือ “บันเทิงธิปไตย” ที่ฝ่ายค้านกำลังแย่งซีนกันด้วยถ้อยคำรุนแรงและหยาบคาย พร้อมฝากถึงประชาชนว่า หากต้องการเห็นมาตรฐานการเมืองเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะที่ผ่านมา พยายามวางภาพตัวเองเป็นคนดีมาโดยตลอด แต่เมื่อทำตัวเป็นคนดีไม่ได้ กลับกลายเป็นคนหยาบคาย พร้อมท้าทายให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเองว่า ต้องการการเมืองในรูปแบบนี้หรือไม่


ส่วนกรณีที่ตั้งหัวข้ออภิปรายว่ารัฐบาล “ห่วย” นายเอกภพระบุว่า ต้องรอฟังฝ่ายค้านว่าจะหยิบยกเรื่องใดขึ้นมาถาม และรัฐบาลห่วยอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างการจัดการประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางระดับโลก ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวชื่นชมว่ารัฐบาลดำเนินการได้ดี


นอกจากนี้ นายเอกภพยังระบุว่า รัฐบาลมีผลงานหลายด้าน ทั้งการปราบปรามสแกมเมอร์และนอมินี ตัวเลข GDP ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการเจรจากับต่างประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลมองภาพรวมผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งหวังเพียงกระแสข่าวทางการเมืองไปวัน ๆ


“ศุภชัย” ตีแสกหน้า ก่อนชี้หน้าด่าคนอื่น หันกลับไปดูแผลเก่าตัวเองก่อน


ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ตอบโต้กรณีการตรวจสอบและพาดพิงทางการเมือง โดยหยิบยกข้อความวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมือง 3 ประเด็น กลับมาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา ทั้งการบริหารเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต การดำเนินงานของ ปรส. ผลการเลือกตั้งตลอด 30 ปี และกรณีเอกสารในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีปี 2539 พร้อมระบุว่า หากจะใช้มาตรฐานตรวจสอบทางการเมืองกับผู้อื่น ก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับตัวเอง โดยมีข้อความที่ต้องการให้สังคมพิจารณา ดังนี้

“พรรคอะไร….?


โง่ — การบริหารเศรษฐกิจช่วงวิกฤตจนเป็นหนี้ IMF 5.1 แสนล้าน และขายหนี้มูลค่า 851,000 แสนล้านไปในราคา 190,000 แสนล้าน ผ่าน ปรส. ประเทศชาติเสียหายอย่างมหันต์เป็นประวัติศาสตร์ จนผู้บริหาร ปรส. ติดคุกจนทุกวันนี้


ห่วย — ตลอด 30 ปีนับจากปี 2539 แพ้เลือกตั้งมาตลอด พรรคไม่เคยกลับมาชนะการเลือกตั้งทั่วไปเป็นอันดับหนึ่งอีก สาละวันเตี้ยลง จากได้เกิน 100 เหลือเพียง 20 เพราะประชาชนหมดความเชื่อถือ


เลว— กรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีปี 2539 ถือเอกสารอยู่แผ่นเดียว อภิปรายถือโชว์แกว่งไปมาในสภา ซึ่งต่อมามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเท็จของเอกสาร แต่ไม่มีใครเคยรับผิดชอบ


ก่อนตรวจสอบผู้อื่น ควรตอบคำถามจากประวัติศาสตร์ของตัวเองให้ชัดเจนเสียก่อน