“กรณ์” จี้รัฐบาลแก้ไข่ไก่-เนื้อสัตว์แพง 10-37% บี้คุม “ดีเซล”หลังเพิ่มไม่หยุด ด้าน “การดี” เผยใช้แพลตฟอร์ม “จับตา” รวมราคาของแพง เตือน 2 สัปดาห์ไข่ขึ้นอีก
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ต.ค. 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่ในหลายพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม และมีผลกระทบต่อสินค้าจำเป็นที่ปรับขึ้นราคา ซึ่งเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ราคาสินค้า เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ ปรับราคาขึ้นถึง 10-20% ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับสูงเกินกว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทางการของรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าในชีวิตจริงตัวเลขได้ปรับสูงขึ้นถึง 9-37% ไปแล้ว ดังนั้นหากรัฐบาลจะแก้ไขอย่างจริงจัง ต้องนำข้อมูลตัวเลขที่แท้จริงมาพิจารณาและยกระดับข้อมูลเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน ก็จะลดค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนได้ตรงจุด
“ขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญต่อสิ่งที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน สำหรับราคาสินค้า ไม่ใช่ดูที่ราคาหน้าตลาดเท่านั้น ต้องตามดูที่ต้นตอ, เงื่อนไขการผลิต, ผู้ประกอบการ และแหล่งทุน ต้องดูให้ครบวงจร และจากอุทกภัยน้ำท่วมรัฐบาลต้องเร่งพิจารณาการเยียวยา รวมถึงการให้สินเชื่อกับประชาชน และสิ่งสำคัญคือ การเร่งควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น” นายกรณ์ กล่าว
“การดี” เผยใช้ “จับตา” รวมราคาของแพง
ขณะที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้ช่องทางของแพลตฟอร์มจับตา เพื่อให้ประชาชนแจ้งข้อมูลของราคาสินค้าและพิกัด เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลที่จะส่งต่อให้รัฐบาลนำไปวิเคราะห์ ทำนโยบายแก้ปัญหาให้ตรงจุด และจากการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ เราพบว่าจากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา ที่พื้นที่เกษตรกรรม เช่น จ.ปราจีนบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และที่ลุ่มภาคกลาง พบความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะฟาร์มเลี้ยงไก่ ที่ได้รับผลกระทบต่อไก่ 3 ล้านตัว ปริมาณไข่ไก่ 2.5 ล้านฟองต่อวัน ที่คาดว่า 1-2 สัปดาห์จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนต่อผู้บริโภค และกลุ่มเอสเอ็มอี รวมถึงมีผลกระทบต่อความสามารถส่งออกในปลายปี เพราะผลกระทบจากน้ำท่วม
“วิเวียน” แนะรัฐแจกเมล็ดพันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์
ด้าน น.ส.วิเวียน จุลมนต์ ทีมศูนย์ออกแบบและวิจัยนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา พบว่า มี 3 ฟาร์มเสียหาย 100% และจากข้อมูลที่ได้รับมีข้อเสนอไปยังรัฐบาลให้เร่งวางแผน ออกแบบมาตรการเพื่อลดผลกระทบ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องใช้มาตรการแทรกแซงราคา ขณะที่การช่วยเหลือเกษตร ต้องพิจารณาสนับสนุนพันธุ์สัตว์ และเมล็ดพันธุ์พืช ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอี หรือ ผู้ค้า รวมถึงประชาชน รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุก เข้าไปให้ความช่วยเหลือต่อประชาชน ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ หรือ เป๋าตัง ไม่ใช่ตั้งรับ รอเอกสารจากประชาชน


