“เชาว์ มีขวด” อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซัด “ทักษิณ” ไม่สำนึกยังคิดล้างผิด ชี้คดีทุจริตไม่เข้าเงื่อนไขได้รับนิรโทษ เตือนกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข หากกล้านิรโทษ ขัดกฎหมายเสี่ยงคุก
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “ทักษิณ ไม่สำนึกยังคิด ล้างผิด” วิจารณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งทนายความยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรม พร้อมเตือนคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้ใช้อำนาจภายในกรอบกฎหมาย โดยนายเชาว์ระบุว่า รู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของนายทักษิณ ที่ส่งทนายความยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรมหวังล้างผิดให้ตัวเองในคดีทุจริต ทั้ง ๆ ที่น่าจะรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าไม่เข้าข่ายที่จะได้รับนิรโทษกรรมเนื่องจากเป็นคดีทุจริต แต่ก็ยังคิดที่จะเอาแต่ได้โดยไม่สนใจว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมอย่างไร ประเด็นของนายทักษิณ ต้องเริ่มจากฐานความผิดเป็นรายคดี เมื่อเป็นความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ย่อมอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 3 ไม่อาจได้รับนิรโทษกรรมเพียงเพราะผู้กระทำผิดเป็นนักการเมือง หรืออ้างว่าคดีเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง
“คดีของทักษิณมันคือการทุจริตแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง หลังตัวเองเสียประโยชน์ก็สร้างความขัดแย้งในสังคมจนกลายเป็นบาดแผลของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ คดีของนักการเมือง ไม่ได้กลายเป็นคดีที่นิรโทษกรรมได้ทุกคดี และคำว่า การเมืองก็ลบข้อยกเว้นเรื่องทุจริตไม่ได้ ทั้งนี้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีอำนาจวินิจฉัยสิทธิตามกฎหมาย แต่ต้องวินิจฉัยภายในกรอบที่กฎหมายกำหนด อำนาจชี้ขาดไม่ได้หมายถึงอำนาจที่จะทำขัดกฎหมาย และไม่ได้เปิดทางให้พิจารณาความผิดใหม่จนเสมือนว่าอยู่เหนือคำพิพากษาของศาลยุติธรรม “ผมเตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้าท่านกล้านิรโทษกรรมทักษิณทั้งที่ขัดกฎหมาย คนที่จะไปเข้าคุกคือพวกท่าน ขอให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการฯ พึงระลึกไว้เสมอด้วยว่า กฎหมายให้อำนาจพิจารณาว่าใครเข้าเกณฑ์ ไม่ได้ให้อำนาจทำให้คนที่ถูกยกเว้นกลับเข้าเกณฑ์ตามความพอใจของคณะกรรมการ ความสันติสุขต้องตั้งอยู่บนกติกาที่เสมอภาค หากข้อยกเว้นเรื่องทุจริตใช้กับคนอื่น แต่ถูกตีความหลบให้บุคคลหนึ่งได้ ความเสียหายย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่คดีของทักษิณ แต่จะกระทบความเชื่อมั่นว่า กฎหมายยังเป็นกติกาเดียวกันสำหรับทุกคนหรือไม่” นายเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย


