นายกฯ มอบ มท.4 ติดตามความพร้อมรับมือน้ำท่วมภูเก็ต สั่งการ 10 ข้อ รับมือสถานการณ์ ย้ำสื่อสารชาวบ้าน-นักท่องเที่ยว ด้าน “วรศิษฎ์” สั่งกรมโยธาฯ ศึกษาเพิ่มประตูระบายน้ำ รับมือในเขตเศรษฐกิจ


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุมมุกดา ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวสันต์ ไชยทวีวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 18 ภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุม



นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้เป็นช่วงที่พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งจากการพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณฝนค่อนข้างสูง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ดำเนินมาตรการเร่งด่วน 10 แนวทาง ได้แก่ 1. สิ่งสำคัญที่สุด คือ “เราต้องพร้อมรับมือ” เพราะแม้ว่า เราจะห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ได้ แต่เราต้องพร้อมเข้าไปช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนได้ 2. กำจัดอุปสรรค สิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะจุดที่น้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงการขุดลอก คู ห้วย หนอง คลอง บึง โดยบูรณาการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด เพื่อหากเกิดเหตุจะสามารถระบายน้ำได้มากที่สุด 3. การใช้งบประมาณทดรองราชการ รวมถึงงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ใช้จ่ายงบประมาณตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยยึดเป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุมัติงบประมาณด้วยความโปร่งใส ไร้ข้อกังวลในการเบิกจ่ายงบประมาณ


4. จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องมีรูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงทั้งประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยว ให้รู้และเข้าใจบริบทที่เกิดขึ้นว่า “ถ้าเกิดขึ้นเขาต้องทำอย่างไร” เพราะสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเสียหายหรือความเดือดร้อนของประชาชนได้ดีที่สุดอีกประการหนึ่งคือ “ความเข้าใจของประชาชนและคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ” เพราะถ้าเขารู้ก่อน จะได้เตรียมตัว และบรรเทาปัญหาลงได้ 5. ต้องมีชุดข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ทั้งน้ำฝนและน้ำในดินจากกรมอุตุนิยมวิทยา Gistda ปภ. และกรมทรัพยากรธรณี ต้องประเมินได้ว่าดินพื้นที่นั้น ๆ สามารถรับน้ำฝนได้เท่าไหร่ และหากมีปริมาณน้ำถึงระดับเกณฑ์ไหน อาจจะเกิดดินถล่มหรือดินสไลด์ เพื่อป้องกันเหตุ 6. ต้องบริหารประสิทธิภาพการระบายน้ำให้สอดรับกับปริมาณน้ำที่จะมีในพื้นที่ ทั้งพื้นที่ซ้ำซาก จุดเสี่ยง พื้นที่ละเอียดอ่อน เส้นทางสัญจรสายหลัก 


7. ความพร้อมของเครื่องมือ เครื่องจักรกลสาธารณภัย รถไถ รถตัก รถยกสูง เรือเล็ก ต้องมีบัญชีเครื่องจักรกล ทั้งของ ปภ. กองทัพ กระทรวงคมนาคม และ อปท. ทั้งหมด รวมถึงต้องสำรองการประสานเครื่องจักรกลภาคเอกชนด้วย เพื่อสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดทำบัญชีเครื่องจักรของ อปท. ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนจังหวัดด้วยแล้ว 8. ความพร้อมด้านกำลังพล สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อปพร. ประชาชนจิตอาสา ในพื้นที่ โดยหากประเมินว่าจำเป็นต้องรับการสนับสนุนกำลังพลเพิ่มเติม ให้ประสานส่วนกลางเพื่อรับการสนับสนุนจากเหล่าทัพ และกองบัญชาการ อส. รวมถึงสมาคมมูลนิธิภาคเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุนโดยทันที 9. หากเกิดภัย ต้องรู้ว่า “คนกลุ่มแรกที่ต้องช่วยอยู่ที่ไหน” และเร่งทำการลำเลียงผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ไปยังสถานพยาบาล รวมทั้งพื้นที่ปลอดภัย และ 10. การจัดการศูนย์พักพิง ต้องมีความพร้อมทันที สามารถรองรับผู้อพยพ มีปัจจัย 4 ครบถ้วนสมบูรณ์ ถูกสุขลักษณะ มีชุดเครื่องนอนหมอนมุ้งที่ครบถ้วน มีการประกอบอาหารเลี้ยงทุกมื้อ วางระบบประสานงานวัตถุดิบให้มีความต่อเนื่อง และมีพื้นที่จอดรถ เพื่อรองรับรถของประชาชน ของหน่วยงาน และจิตอาสาที่จะมาช่วย


ในช่วงท้าย นายวรศิษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า “สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์ ถ้าประชาชนไม่รับรู้” เพราะการลดความเสียหาย คือ การรับรู้ของประชาชน ซึ่งการรับรู้จะช่วยลดความสับสนวุ่นวาย ความโกลาหล ความชุลมุน ของสาธารณชน ซึ่งเมื่อประชาชนมีความรับรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตนในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ หน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่กำลังบริหารจัดการสถานการณ์ก็สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็ว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


ทางด้านนายโชตินรินทร์ กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตโดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดได้ดำเนินการนำแผนเผชิญเหตุมาใช้ในการบริหารจัดการสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ โดยใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command / Incident Command System: ICS) พร้อมทั้งวางระบบการบริหารจัดการที่มีทั้งผู้ปฏิบัติ ผู้ช่วยเหลือผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารจัดการงบประมาณ และมอบหมาย “รองผู้ว่าฯ รอมดอน หะยีอาแว” เป็นโฆษกเมืองภูเก็ต ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง


“ขณะนี้จังหวัดภูเก็ตได้นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ และพร้อมสูบทันที พร้อมมีระบบไฟฟ้าสำรอง มีการเตรียมศูนย์พักพิง การจัดการห่วงโซ่อาหาร การเชื่อมโยงความปลอดภัยท่องเที่ยวทางทะเลและเกาะบริวาร ด้วยการบูรณาการความปลอดภัยปฏิบัติการทางอากาศ ขอให้ความมั่นใจว่าจังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์หากเกิดเหตุ ประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีความปลอดภัย ตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย”นางสาวพลอยทะเล กล่าว


“วรศิษฎ์” เตรียมรับมืออุทกภัยเขตเศรษฐกิจเมืองภูเก็ต สั่งกรมโยธาฯ ศึกษาเพิ่มประตูระบายน้ำ


ขณะที่เมื่อเวลา 10.35 น. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการคาดการณ์สภาวะอากาศและการบริหารจัดการรับมือสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดภูเก็ต ณ ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center หรือ IOC) ซึ่งเป็นศูนย์ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (Real-time monitoring) และรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Integration & Analytics) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาประมวลผลร่วมกัน โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ร่วมด้วย



จากนั้น นายวรศิษฎ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมสถานีสูบน้ำคลองบางใหญ่ (PS1) บริเวณถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี และสถานีสูบน้ำตะกั่วป่า ถนนตะกั่วป่า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครภูเก็ต โดยเป็นสถานีระบายน้ำหลักที่รับน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ในตัวเมืองภูเก็ต ทั้งเป็นจุดป้องกันน้ำท่วมขังและน้ำรอระบายในพื้นที่ชุมชนเมืองและย่านเศรษฐกิจสำคัญเพื่อออกสู่ทะเล ไม่ให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน และยังมีศักยภาพในการรับมือภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงที่ฝนตกหนักร่วมกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง และผลักดันน้ำจากคลองออกสู่ทะเล ป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลย้อนกลับเข้ามาท่วมเมือง


นายวรศิษฎ์ เผยว่า ในการลงพื้นที่ติดตามประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำทั้งสองจุดของเทศบาลนครภูเก็ตในวันนี้ ทำให้เห็นศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจชั้นในของตัวเมืองภูเก็ต โดยนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ได้ขอรับการสนับสนุนการเพิ่มประตูระบายน้ำในพื้นที่เขตเทศบาลนครภูเก็ต ซึ่งตนในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้สั่งการให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ตนำเรื่องดังกล่าวเสนอส่วนกลางเพื่อขอรับการสนับสนุนต่อไป


นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในภาพรวมจังหวัดภูเก็ตและเทศบาลนครภูเก็ตมีแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัยหากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกล และกำลังพล โดยเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงเตรียมการอพยพพี่น้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง


นอกจากนี้ ในการสนับสนุนจากส่วนกลาง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ทำบัญชีและประสานระดมสรรพกำลังเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักร รถยกสูง รถสุขา เครื่องสูบน้ำต่าง ๆ โดยเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออำเภอ หรือจังหวัด มีความต้องการในการสนับสนุน ก็พร้อมที่จะสนับสนุนมาทันที ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงกลาโหม เช่น กองทัพเรือก็มีเรือผลักดันน้ำ ซึ่งช่วยในการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้นนะครับ


และภายหลังจากเกิดภัย เรื่องของ “การเยียวยา” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นด่านหน้าอยู่แล้วในการสำรวจข้อมูลแบบ Manual และขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถแจ้งผ่านแอปทางรัฐไป ซึ่งตนได้เน้นย้ำว่า “ต้องอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด” ขั้นตอนเอกสารไหนที่ไม่จำเป็นก็ต้องอำนวยความสะดวก มีจัดชุดปฏิบัติการลงไปอำนวยความสะดวกประชาชนเพื่อสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน ทำให้เร็วที่สุด และง่ายที่สุด