ผบ.ทอ. กางยุทธศาสตร์รับมือสงครามยุคใหม่ มุ่งใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ชี้ ปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา ชัยชนะไม่ได้วัดกันที่อาวุธ “กำลังพล” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ย้ำอวกาศ-ไซเบอร์เป็นสมรภูมิใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม
วันที่ 12 ตุลาคม 2569 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) แถลงเจตนารมณ์ ทิศทางการพัฒนาและยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศ ปี2570-2571 ที่โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาว่า หากจะพูดถึงสถานการณ์รอบบ้านเราคิดว่าคำอธิบายที่ง่ายที่สุดมาจากปรัชญาชาวจีนที่กล่าวไว้ว่า “แม้กิ่งไม้นี้เคลื่อนไหวแต่ไม่มีลม” และมีภัยคุกคามนั้นอยู่ไม่ว่าจะเป็นการประเมินการข่าวหรือการตรวจสอบข้อมูล การกระทำ ทำให้เราประมาทไม่ได้ สถานการณ์ปัจจุบัน บทเรียนจากความขัดแย้งทั่วโลกสะท้อนให้เห็นว่ามหาอำนาจต่างมุ่งรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการทางทหารไปสู่การเป็น “การปฏิบัติการหลายมิติ” (Multi-Domain Operations) ซึ่งแต่เดิมการเคลื่อนกำลังทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือหลายชั่วโมง แต่ในปัจจุบันการใช้มิติทางไซเบอร์และอวกาศ (Cyber & Space) สามารถสั่งการและโจมตีได้ในทันที
กองทัพจำเป็นต้องบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โดรนอัตโนมัติ (Autonomous Drone), หุ่นยนต์ (Robotics), ระบบเครือข่ายดาวเทียม และเซนเซอร์ เพื่อสร้างความเหนือกว่าในสมรภูมิ อีกทั้งยังต้องเตรียมรับมือกับทั้งเทคโนโลยีระดับสูง (High-End Technology) เช่น เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธราคาแพง และเทคโนโลยีพื้นฐานแต่ใช้จำนวนมาก (Low-End Technology) เช่น Swarm Drone, FPV Drone และ Kamikaze Drone ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่รับมือได้ยากในปัจจุบัน
ส่วนปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานั้นผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวว่า ชัยชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการประมวลผลข้อมูล การเชื่อมโยงระบบอาวุธ และการครองความได้เปรียบทางอากาศและอวกาศ (High-Ground & Higher-Ground) ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ โดยปัจจุบันประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้เริ่มประกาศการติดอาวุธในอวกาศ (Weaponization) ทั้งรูปแบบ Kinetic และ Non-Kinetic เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและดาวเทียมจำนวนมหาศาลแล้ว
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์กองทัพอากาศคือการขับเคลื่อนการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operation) และการแบ่งปันการรับรู้สถานการณ์ร่วมกัน (Shared Situational Awareness) พร้อมเน้นย้ำว่า “กำลังพล” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด จึงต้องมุ่งเน้นการศึกษาร่วมและการฝึกร่วมระหว่างเหล่าทัพ (Joint & Combined Training)
“สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเดินให้เร็วที่สุด แต่คือการทำให้ทุกส่วนของกองทัพเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว” ผบ.ทอ. กล่าว
ผบ.ทอ. ยังกล่าวอีกว่า ได้ตั้งเป้าหมายพัฒนากองทัพอากาศให้มีความแข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ พร้อมปกป้องอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติ ช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ และรักษาสมดุลทางการทูตฝ่ายทหารในเวทีโลก


