“โฆษก ปชป.” กัดไม่ปล่อย ตั้งคำถาม ผู้บริหาร กทม. “เหตุบังเอิญหรือเจตนายกเลิก โครงการแก้มลิง บึงคู้บอน” เผยพิรุธสั่งทบทวนโครงการ มีทุนใหญ่กว้านซื้อที่ดิน 3 แปลงรวด ก่อน กทม. ยกเลิกการเวนคืนที่ดิน
วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมน.ส.วิเวียน จุลมนต์ ทีมศูนย์ออกแบบและวิจัยนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงข่าวเปิดข้อเท็จจริงกรณีการยกเลิกโครงการแก้มลิงบึงคู้บอน พื้นที่ 130 ไร่ และข้อเท็จจริงการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยนายพงศกร กล่าวว่า ตนขอไล่ไทม์ไลน์กระบวนการยกเลิกโครงการเวนคืนที่ดินทำบึงรับน้ำคู้บอน ที่เริ่มริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 และอยู่ระหว่างการเตรียมออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน 130 ไร่ ซึ่งพบสิ่งผิดปกติและพฤติการณ์ส่อทุจริตในขั้นตอนการทบทวนโครงการนี้ ดังนี้ -ปี 2566 ผู้บริหาร กทม. มีคำสั่งให้ ทบทวนโครงการ / -เมษายน 2567 ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าคุ้มค่าหรือไม่ กลับมีการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินแปลงแรก จำนวน 41 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา / -2 มิถุนายน 2567 สำนักการระบายน้ำ กทม. ทำความเห็นเสนอ “เห็นควรยกเลิกโครงการ” /-17 กรกฎาคม 2567 พบการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินแปลงที่สอง เพิ่มอีก 12 ไร่ 3 งาน 59 ตารางวา /-15 สิงหาคม 2567 ในขณะที่สำนักการโยธา กทม. กำลังสอบถามความเห็นซ้ำไปยังสำนักการระบายน้ำ พบการซื้อขายที่ดินแปลงที่สาม เพิ่มอีก 28 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา /-2 มิถุนายน 2569: กทม. ประกาศยกเลิกโครงการเวนคืนที่ดินบึงคู้บอนอย่างเป็นทางการ
นายพงศกร กล่าวต่อว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทเอกชนที่เข้ามาซื้อกว้านซื้อที่ดินทั้ง 3 แปลงใหญ่ (รวมกว่า 80 ไร่) ในช่วงระหว่างรอสั่งล้มโครงการ มีความเกี่ยวพันกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ ในฐานะข้าราชการการเมือง และผู้ว่าฯ กทม. เองก็เป็นผู้ลงนามสั่งทบทวนโครงการนี้เอง สิ่งเหล่านี้เป็นความบังเอิญ หรือข้อมูลรั่วไหล หรือการใช้ข้อมูลภายใน หรือใจตรงกันหรือไม่ ขณะที่ประชาชนต้องเสียโอกาสในการมีบึงรับน้ำในการป้องกันน้ำท่วมแต่กลับมีกลุ่มทุนและเอกชนได้รับประโยชน์จากการกว้านซื้อที่ดินในราคาถูก ก่อนที่จะมีการยกเลิกการเวนคืน
ด้านน.ส.วิเวียน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบข้อมูลจากระบบแลนด์แมป (Landmaps) ของกรมที่ดิน และกรมธนารักษ์ พบว่า กทม. เคยตั้งงบประมาณเวนคืนไว้ในราคาหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลับข่าวว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวมูลค่าพุ่งสูงต้องใช้งบฯถึงหมื่นล้านบาทนั้น ซึ่งไม่คุ้มค่าที่จะสร้างโครงการดังกล่าวแล้วนั้น ขณะที่พี่น้องประชาชนริมคลองต้องทนรับสภาพน้ำท่วมเกือบถึงเอว แต่ กทม. กลับปล่อยให้พื้นที่เอกชนที่เป็นไข่แดงสำหรับทำแก้มลิงบึงรับน้ำคู้บอนหลุดมือไป ทั้งที่มีป้ายประกาศเวนคืนที่ดินยังปักอยู่ที่เดิม พรรคขอเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ใช้อำนาจเข้าตรวจสอบเส้นทางการซื้อขายที่ดินและสัญญากู้จำนองธนาคารของกลุ่มทุนดังกล่าวโดยด่วน พร้อมทั้งเปิดเจรจาเวนคืนที่ดินตาบอดบริเวณนั้นกลับมาทำบึงรับน้ำคู้บอนเพื่อคืนสิทธิให้ประชาชนคนกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
นอกจากนี้ นายพงศกร ยังได้แสดงตัวเลขสถิติการลดระดับน้ำในคลองสายหลักของ กทม. ให้สื่อมวลชนดู เพื่อโต้แย้งคำชี้แจงของ กทม. ที่เคยอ้างว่า ได้มีการพร่องน้ำในคลองสายหลักแล้ว ก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ กทม. โซนตะวันออก โดยเปรียบเทียบระดับน้ำในคลองแสนแสบ ช่วงต้นเดือนกันยายน กับวันที่ 24 ก.ย. ที่มีฝนตกหนัก พบว่า -จุดหน้าสำนักงานเขตบางกะปิ ต้นเดือนก.ย. พร่องน้ำลงได้ถึง -0.87 ม.รทก. (เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง) แต่วันที่ 24 ก.ย. ระดับน้ำกลับอยู่ที่ -0.64 ม.รทก. (น้ำสูงกว่าเดิม 23 ซม.) / -จุดเขตสะพานสูง ต้นเดือนก.ย. พร่องน้ำได้ -0.80 ม.รทก. แต่วันที่ 24 ก.ย. ระดับน้ำในคลองอยู่ที่ -0.47 ม.รทก. (ต่างกันถึง 33 ซม.) / -จุดเขตหนองจอก ต้นเดือนก.ย. พร่องได้ 0.53 ม.รทก. แต่วันที่ 24 ก.ย. ระดับน้ำพุ่งสูงถึง 1.19 ม.รทก. (ต่างกันมากถึง 66 ซม.) ข้อมูลทั้งหมด ชี้ว่า ปัจจุบันระดับน้ำในพื้นที่บางกะปิยังคงสูงกว่าวันที่ 24 ก.ย. ถึงกว่า 60 ซม. (อยู่ที่ประมาณ 0.04 ม.รทก.) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กทม. ไม่ได้มีการพร่องน้ำจากคลองหลักจริงตามที่กล่าวอ้าง จึงขอเตือนให้ กทม. เลิกโกหกประชาชน และเร่งพร่องน้ำเพื่อเตรียมรับมือฝนตกหนักรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้แล้ว



