รัฐบาลจัดประชุม IMF–World Bank แบบ Green Meeting ใช้รถ EV 320 คัน คาดลดก๊าซเรือนกระจก 95.8 ตัน พร้อมจัดการขยะอาหาร–ลดพลาสติกและกระดาษ - ต่อยอดความร่วมมือการศึกษา เปิดโอกาสเยาวชนไทยมีงานทำ
วันที่ 10 ตุลาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวทางการจัดประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Meeting) โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 320 คัน สำหรับรับส่งผู้เข้าร่วมประชุม การจัดการขยะอาหาร การลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว และการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดการใช้กระดาษ
นางสาวลลิดากล่าวว่า สำหรับมาตรการด้านการขนส่ง ได้จัดเตรียมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 320 คัน เพื่อให้บริการรับส่งผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 95.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่ผลการตรวจวัดหลังสิ้นสุดการประชุมหรือปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของงาน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจัดการขยะอาหารจากการจัดประชุมและงานเลี้ยง โดยนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดปริมาณขยะและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ ควบคู่กับการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในงานจัดเลี้ยง และการใช้ระบบประชุมดิจิทัลแทนเอกสารกระดาษ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและปริมาณขยะที่เกิดขึ้นตลอดช่วงการประชุม
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางของรัฐบาลในการนำหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปรับใช้กับการจัดงานระดับนานาชาติ ไม่เพียงหารือเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวบนเวทีการประชุม แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานจริง ตั้งแต่ระบบขนส่ง การจัดการอาหาร ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งให้การประชุม IMF–World Bank ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการจัดประชุมระดับนานาชาติที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยใช้มาตรการที่สามารถนำไปต่อยอดในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยในอนาคต ทั้งด้านการประหยัดทรัพยากร การลดขยะ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
ใช้เวที World Bank - IMF ต่อยอดความร่วมมือการศึกษา เปิดโอกาสเยาวชนไทยมีงานทำ
ขณะที่ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF - World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการต่อยอดความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับนานาประเทศ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารโลก ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 5 ปี เพื่อยกระดับอาชีวศึกษา พัฒนาศักยภาพครู และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนทุกกลุ่ม
ความร่วมมือดังกล่าวมีสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการพัฒนาสู่สถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ มุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งด้านวิชาชีพ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ขณะที่ กสศ. สนับสนุนการขยายโอกาสให้เยาวชนจากครอบครัวรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และพื้นที่ห่างไกล ส่วนธนาคารโลกสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับสากล เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทการศึกษาไทย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำความร่วมมือระหว่างประเทศมาต่อยอดเป็นการพัฒนาที่เกิดผลจริงกับประชาชน โดยเฉพาะการศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการสร้างทักษะอาชีพและเพิ่มโอกาสการมีงานทำ กระทรวงศึกษาธิการจึงมีบทบาทในการผลักดันให้สถานศึกษาพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับโลกการทำงาน พร้อมสนับสนุนครูให้สามารถถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การประชุม IMF - World Bank ในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีหารือด้านเศรษฐกิจระดับโลก แต่ยังเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือเพื่อพัฒนาคนไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา เพราะทักษะของประชาชนเป็นพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการทำให้เยาวชนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ และสามารถนำความรู้ไปสร้างอาชีพและรายได้ให้ตนเองและครอบครัวได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
รัฐบาลเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีระดับนานาชาติ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้การพัฒนาการศึกษาและกำลังคนสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


