มท.2 นำทีมบุกสถานบันเทิงย่านข้าวสาร ห่าง สน.ชนะสงครามไม่ถึง 100 ม. พบเยาวชนกว่า 30 คน อายุต่ำสุด 15 ปี เจอแก๊สหัวเราะเพียบ ยาเสพติด-อาวุธปืน ระบุจ่ายค่าดูแลทุกหน่วยงาน 180,000 ต่อเดือน
เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง DOPA S.W.A.T กระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ “สิงห์เผด็จศึก” เข้าตรวจค้นสถานบันเทิง “OK Bar” ย่านถนนข้าวสาร หลังได้รับร้องเรียนว่าเปิดให้บริการเกินเวลา และมีเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าใช้บริการ
โดยมี นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง และ ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ ร่วมนำปฏิบัติการครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าร้านดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ และมีพฤติการณ์เปิดให้บริการจนถึงเวลาประมาณ 05.00 น. โดยเฉพาะคืนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ ทั้งยังอยู่ห่างจาก สน.ชนะสงคราม และที่พักตำรวจไม่ถึง 100 เมตร
นายพลพีร์ สรุปผลการปฏิบัติงาน ระบุว่า ขณะเข้าตรวจค้นพบผู้ใช้บริการกว่า 200 คน ในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีกว่า 30 คน โดยอายุต่ำสุดที่พบ 15 ปี ผลตรวจเบื้องต้นพบผู้ใช้บริการ 30 คนมีสารเสพติดในร่างกาย ในจำนวนนี้เป็นเยาวชน 4 ราย เจ้าหน้าที่ตรวจพบยาเสพติดบริเวณโต๊ะ พื้น ถังขยะ และห้องน้ำ รวมถึงอุปกรณ์เสพแก๊สหัวเราะเป็นจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่ยังพบอาวุธปืนพร้อมกระสุน 1 กระบอก และสิ่งเทียมอาวุธปืนพร้อมกระสุนอีก 1 กระบอก ภายในร้าน และพบตำรวจ 2 นายเป็นผู้ใช้บริการ ส่วนกลุ่มการ์ดหน้าร้านมีประมาณ 7 คน โดยมีทหารเรือ 1 นายอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบสมุดบัญชีของร้าน พบรายการจำหน่ายแก๊สหัวเราะ ที่ระบุว่าวันที่เข้าตรวจค้นมียอดขาย 161 กล่อง โดยแต่ละกล่องมีหลอดแก๊ส 1 หลอด จำหน่ายในราคาหลอดละประมาณ 300 บาท นอกจากนี้ ยังพบรายการค่าใช้จ่ายที่ระบุว่า “ค่าดูแลทุกหน่วยงาน” มียอดรวมประมาณ 180,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบต่อไปว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดและมีที่มาอย่างไร
ด้านเจ้าหน้าที่ กล่าวว่า จากการสอบถามพนักงานเบื้องต้น ผู้ดูแลร้านระบุว่าเจ้าของร้านเป็นภรรยาของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง ขณะที่เอกสารในร้านยังพบคำสั่งของสำนักงานเขตพระนครให้ปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบกรณีฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว นอกจากประเด็นใบอนุญาตและการปล่อยให้เยาวชนเข้าใช้บริการ เจ้าหน้าที่ยังพบการเดินสายไฟบริเวณหลังเวทีที่ไม่เป็นไปตามหลักความปลอดภัย
นายพลพีร์ ระบุว่า “หากเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือเพลิงไหม้ อาจทำให้ผู้ใช้บริการจำนวนมากอพยพออกจากร้านไม่ทัน และสร้างความเสียหายต่อประชาชนและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ทั้งนี้ กรมการปกครองจะเตรียมเสนอผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสั่งปิดสถานประกอบการทันที 5 ปี และได้แจ้งความ 8 ข้อหาหนักแก่ผู้จัดการร้าน เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานส่งสืบสวนต่อเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ส่วนเยาวชนที่ตรวจพบสารเสพติดจะเข้าสู่กระบวนการบำบัดตามขั้นตอนต่อไป”


