พระปกเกล้าโพล เผยชาวบ้าน จี้รัฐเร่ง “ระบบเตือนภัยน้ำท่วม” จัดงบท้องถิ่นผูกติด “ความปลอดภัย-อาชีพ” ชี้งบประมาณก้อนเดียวกันแต่ความต้องการของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน
วันที่ 9 ต.ค. 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการรับมือน้ำท่วมและการจัดสรรงบพัฒนาท้องถิ่น” ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง พบว่า
1. จากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้ ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงการดำเนินงานเรื่องใดมากที่สุด?" (สำรวจโดย x LINE TODAY)
• 37.8 % ระบุ ต้องเร่งปรับปรุงการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทัน สูงที่สุด
• รองลงมา 29.7% เร่งปรับปรุงการระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัย, 10.7% การประสานงานระหว่างหน่วยงานให้รวดเร็ว, 8.9% การอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทั่วถึง, 8.1% การจ่ายเงินเยียวยาให้รวดเร็วและทั่วถึง, 2.9% การให้ข้อมูลระหว่างเกิดน้ำท่วมและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ชัดเจน, 1.2% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น และ 0.7% ยังไม่มีเรื่องที่เห็นว่าต้องเร่งปรับปรุง
➡ การแจ้งเตือนล่วงหน้าและการระบายน้ำที่ได้รับความสำคัญสูงสุด สะท้อนว่า ประชาชนต้องการทั้ง “เวลาเตรียมตัวก่อนน้ำมา” และ “ลดเวลาที่ต้องอยู่กับน้ำท่วม” เพราะเวลาที่เสียไป อาจหมายถึงความเสียหายต่อทรัพย์สิน การขาดรายได้ และภาระที่เพิ่มขึ้นของครอบครัว ความรวดเร็วจึงเป็นเรื่องของผลกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง
2. ความปลอดภัยนำ อาชีพและรายได้ตามติด เป็นเรื่องที่ประชาชนอยากให้ท้องถิ่นจัดสรรงบพัฒนา
• 23.0% ต้องการให้จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม สูงสุด
• รองลงมา คือ 21.8% การส่งเสริมอาชีพและรายได้, 15.8% การดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ, 8.5% ถนน ทางเท้า และขนส่งสาธารณะ, 8.0% การดูแลสุขภาพและบริการสาธารณสุข, 7.8% การจัดการขยะ น้ำเสีย และมลพิษ, 6.1% การป้องกันน้ำท่วมและภัยพิบัติ, 4.1% การศึกษาและแหล่งเรียนรู้, 3.0% สวนสาธารณะและพื้นที่ออกกำลังกาย และ 1.9% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
➡ ความต้องการที่เด่นชัด คือ “อยู่ให้ปลอดภัย มีรายได้เลี้ยงชีพ และมีคนดูแลเมื่อช่วยตัวเองไม่ไหว” สะท้อนว่า ประชาชนเชื่อมโยงการพัฒนาท้องถิ่นกับความมั่นคงในชีวิตประจำวัน คุณค่าของงบประมาณจึงอยู่ที่การทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย หาเลี้ยงครอบครัวได้ และได้รับการดูแลเมื่อจำเป็น
3. Gen Y เน้นอาชีพและรายได้ ส่วน Baby Boomer เน้นดูแลผู้สูงอายุและผู้ต้องการความช่วยเหลือ
• 25.0% ของกลุ่มอายุ 18–27 ปี (Gen Z) เลือกการดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรมสูงสุด, 27.2% ของกลุ่มอายุ 28–43 ปี (Gen Y) เลือกการส่งเสริมอาชีพและรายได้สูงสุด, 25.7% ของกลุ่มอายุ 44–59 ปี (Gen X) เลือกการดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรมสูงสุด และ 34.8% ของกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (Baby Boomer) เลือกการดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสูงสุด
➡ คนต่างวัยอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน อาจให้น้ำหนักกับการพัฒนาต่างกัน ทั้งความปลอดภัย โอกาสสร้างรายได้ และการดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สะท้อนว่า คุณภาพชีวิตที่ดีมีหลายมิติ งบพัฒนาท้องถิ่นจึงมีความหมายเมื่อคนแต่ละวัยมองเห็นว่าปัญหาและความต้องการของตนได้รับความสำคัญ
4. “กรุงเทพฯ–อีสาน” เน้นความปลอดภัย “กลาง–ใต้” เน้นอาชีพ “เหนือ–ตะวันออก” เน้นการดูแลผู้ต้องการความช่วยเหลือ
• 28.2% ของผู้ตอบในกรุงเทพมหานคร และ 35.1% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลือกการดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรมสูงสุด
• 26.2% ของผู้ตอบในภาคกลาง และ 36.1% ในภาคใต้ เลือกการส่งเสริมอาชีพและรายได้สูงสุด
• 23.5% ของผู้ตอบในภาคตะวันออก และ 20.6% ในภาคเหนือ เลือกการดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสูงสุด
➡ งบท้องถิ่นก้อนเดียวกัน มีความหมายต่อคนแต่ละพื้นที่ต่างกัน บางพื้นที่คาดหวังชีวิตที่ปลอดภัย บางพื้นที่ต้องการโอกาสทำมาหากิน ขณะที่บางพื้นที่ให้ความสำคัญกับการมีระบบดูแลเมื่อพึ่งพาตนเองได้ยาก ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า หัวใจของการพัฒนาท้องถิ่นอยู่ที่ความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่ท้องถิ่นทำกับสิ่งที่คนในพื้นที่ให้ความสำคัญ
ความคาดหวังของประชาชนเชื่อมโยงกับความมั่นคงในชีวิต ทั้งการเตรียมตัวรับภัยได้ทัน การอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย การมีอาชีพและรายได้ ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ขณะเดียวกัน ความต้องการที่แตกต่างกันตามวัยและพื้นที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาท้องถิ่นมีหลายโจทย์ที่ต้องดูแลควบคู่กัน การจัดสรรงบประมาณจึงมีความหมายต่อประชาชนเมื่อสามารถตอบปัญหาใกล้ตัว และสร้างความมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลทั้งในชีวิตประจำวันและยามเผชิญภัยพิบัติ



