“ปกรณ์” ไม่กังวลฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด มองยื่นซักฟอกควรมีเหตุผล ไม่ใช่เลื่อนลอย ลั่นเป็นนั่งร้านให้ประเทศ ไม่ได้อุ้มภูมิใจไทย เคยบอกแล้วเมื่อไหร่ภารกิจจบก็จะไปเอง
เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีมีชื่อ 1 ใน 18 พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจข้อกล่าวหาถือเป็นเรื่องปกติ แต่ข้อกล่าวหาควรจะมีอะไรบ้างที่เราพอจะสามารถชี้แจงได้ว่าเป็นเรื่องใด ประเด็นใด แต่หากเป็นข้อกล่าวหาลอยๆ ก็ไม่รู้จะตอบอะไร อย่างตนยังคิดว่าจะเอาอะไรไปตอบ เพราะเมื่ออ่านจากข้อกล่าวหาของตนแล้วก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปตอบเหมือนกัน
นายปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ตามระบอบประชาธิปไตยเราว่ากันด้วยเหตุผลที่ควรจะชัดเจนกว่านี้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการกล่าวหาลอยๆ และเวลาชี้แจงหรืออภิปราย ตนมองว่าชาวบ้านจะไม่ได้อะไร แต่สิ่งที่เราต้องการจากระบอบประชาธิปไตยคือเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์หรือการกล่าวหา ซึ่งนี่คือความรู้สึกของตน เพราะเวลาดูการประชุมสภาของสิงคโปร์หรือออสเตรเลีย ก็ไม่เห็นว่าเขาจะเลื่อนลอยขนาดนี้
ผู้สื่อข่าวถามต่อ ฝ่ายค้านกล่าวหามีพฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อประโยชน์พวกพ้อง นายปกรณ์ ย้ำว่า เขาต้องอธิบายว่าผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร เอื้อพวกพ้องอย่างไร หากมาลอยๆ เช่นนี้ตนก็สามารถพูดได้ถ้าผู้กล่าวหาเอื้อพวกพ้อง พูดลอยๆ ได้หรือไม่ แล้วจะตอบกันอย่างไร เช่น การใช้อำนาจบางอย่างกล่าวหาใครไปชี้แจงเป็นการทำลายตนและเอื้อพวกพ้อง จะพูดลอยๆ อย่างนี้ได้หรือไม่ มันก็ไม่ถูก
เมื่อถามอีกว่าการที่มาดูงานด้านกฎหมาย อาจเอื้อช่องกฎหมายให้พรรคภูมิใจไทย นายปกรณ์ ตอบว่า ตนมีหน้าที่ไม่ให้รัฐบาลทำอะไรผิดกฎหมาย และนายกรัฐมนตรี ก็ย้ำกับตนอย่างนี้มาตั้งแต่แรก ฉะนั้น อะไรที่ผิดกฎหมายตนก็จะบอกกับเขาว่าไม่ทำหรือทำไม่ได้ อย่างนี้ตนเป็นนั่งร้านให้รัฐบาลหรือเป็นนั่งร้านให้ประเทศ
ขณะที่คำถามว่า ตกลงแล้วเป็นนั่งร้านให้ใคร นายปกรณ์ ระบุว่า ถ้าหากบอกว่าตนเป็นนั่งร้าน ตนเป็นนั่งร้านให้ประเทศ เมื่อมีใครทำผิด นายกรัฐมนตรีก็ส่งตนไปดู แล้วจะบอกว่าตนรู้จักคนนั้นคนนี้ ซึ่งก็รู้จักหมดทุกคน แต่การกล่าวหาใครในเรื่องทั้งทางแพ่งและอาญา ทางวินัย ทางปกครอง ก็ควรต้องมีหลักฐาน เพราะถ้ามีหลักฐานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปว่ากันมา และค่อยไปไล่ตามสอบกัน อย่างกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น เราก็ส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) หรือกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็มีการไล่ตามกันทุกเดือนว่ามีความคืบหน้าไปอย่างไร
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้อยู่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่พรรคภูมิใจไทยคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เชิญตนก็มา ซึ่งตนก็ต้องทำงานของตน ก่อนย้ำว่าตนเองไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่หากทางพรรคภูมิใจไทย เชิญไปให้ความรู้หรือสอบถามเรื่องประเด็นปัญหาก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง แต่ก็ไม่ได้ไปบ่อย พร้อมเผยว่า ไม่ได้เป็นกังวลแต่อย่างใดที่มีรายชื่อเป็น 1 ใน 18 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังคงกินอิ่มนอนหลับสบาย เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด และตนบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อไหร่ภารกิจจบ ตนก็จะไปเอง.


