“วันนอร์” ยกประชาธิปัตย์ ต้นแบบพรรคประชาธิปไตย ให้โอกาสลูกชาวบ้านเป็นผู้บริหารที่ดีให้ประเทศ “จาตุรนต์” ปลุกร่วมสร้างสถาบันการเมืองเข้มแข็ง ค้านแนวคิดยุบพรรค
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานกาลครั้งหนึ่ง ณ บ้านฟ้า เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรค โดยในช่วงเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของพรรคผ่านศิษย์เก่าที่มีนายสุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนอาวุโสเป็นพิธีกรได้เชิญ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ร่วมขึ้นเวทีเล่าเหตุการณ์ความประทับใจ
โดยนายจาตุรนต์ กล่าวว่า ความรู้สึกของตนต่อพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเป็นนักศึกษาที่ถูกกระทำ วันนี้การเมืองผ่านมา 80 ปี ต้องบอกนักศึกษาว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันการเมืองที่เก่าแก่ยาวนาน ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบไปหนึ่งครั้ง แต่ไม่ถูกห้ามใช้ชื่อเดิม เหมือนกับพรรคไทยรักไทย ที่ไม่สามารถใช้ได้จนเวลาผ่านไป 20 ปีแล้ว ทั้งนี้การยุบพรรคแสดงว่า การเมืองไทยมีปัญหาต่อการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย การเมืองไทยยังไม่ดี ทั้งที่การเมืองระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย การมีพรรคการเมืองต่อเนื่องมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ตนอยากเห็นให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้พัฒนาให้มั่นคงยั่งยืน มีหลายพรรคไม่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว
“พรรคเชิญผมมาร่วมงาน เพื่อแสดงความยินดีกับพรรคเป็นเรื่องธรรมดา และเพื่อมาบอกว่า การที่พรรคการเมืองหนึ่งอยู่ได้ยาวนาน เป็นเรื่องที่คนอยากเห็นประชาธิปไตยต้องยินดี ดังนั้นจึงอยากให้พรรคการเมืองอื่นๆ ช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ผมไม่ยินดีที่จะให้ยุบพรรคการเมือง เพราะเป็นเรื่องล้าหลัง ดังนั้นเวลาพรรคไหนมีเรื่อง เป็นคู่แข่ง และกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ จะไม่ตั้งประเด็นอะไร เพราะการที่ไม่ถูกยุบเป็นเรื่องที่ดี ที่พรรคการเมืองไม่ควรถูกยุบง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมา”
ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ตนขอชื่นชมความซื่อสัตย์สุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ที่รักษาเอาไว้ รวมถึงความเป็นประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองอื่นใดก็สู้ไม่ได้ ดังนั้นตนขอให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องอยู่และสู้เพื่อประชาธิปไตยของบ้านเมืองนี้ต่อไป กับเรื่องราวกาลครั้งหนึ่งของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ เกิดขึ้นในปี 2500 ที่บิดาของตนลงสมัครสส. กับพรรคประชาธิปัตย์ ได้เงินหาเสียง 5,000 บาท แต่ไม่ได้รับเลือก ทำให้ตนสัญญากับตัวเองว่า จะลงสมัครสส. เพื่อเอาชนะแทนพ่อให้ได้ จากนั้นตนลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2529 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตอนที่หาเสียงนายชวนเรียกตนไปพบที่ห้อง บอกว่า พรรคไม่มีเงิน แต่สำนักทนายความมีเงิน และได้มอบเงินให้ตนกับนายเด่น โต๊ะมีนา คนละ 2 หมื่นบาท เพื่อหาเสียงซึ่งเป็นเงินก้อนแรก และจากการลงสมัครสส. สมัยสอง ตนจึงได้รับเลือก และพรรคให้เงินอีก 1 แสนบาท โดยการหาเสียงเน้นการปราศรัย
“สิ่งที่เห็นในประชาธิปัตย์ คือ การสร้างพรรคการเมืองที่ดีให้กับการเมืองไทย พูดได้ว่า นักการเมืองที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ สร้างคุณูปการ ที่ให้ลูกชาวบ้านเข้าสู่วงการการเมือง เข้ามาบริหารประเทศ เกิดความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่สร้างผมเป็นประธานสภาฯ ถึง 2 ครั้ง ได้เรียนรู้ตัวอย่างมาจากพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่พรรคต้องทำต่อไป คือสร้างประชาธิปไตยให้กับบ้านเมืองนี้ สร้างพรรคคู่กับการเลือกตั้ง สร้างนักการเมืองไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ ผู้บริหารที่ดีให้กับประชาชน”
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เล่าย้อนความหลังครั้งแรกของการเลือกตั้ง ลงสมัคร สส. เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2535 และมีโอกาสร่วมขึ้นเวทีดีเบตทางการเมือง ว่า ถือเป็นโชคชะตา ที่ตนลงสมัครสมัยแรก อายุ 27 ปี เหมือนกับใครหลายคนที่เดินหาเสียงแทบตาย แต่ประชาชนนึกว่า ตนเป็นอาสาสมัครแจกใบปลิว จนมีการจัดรายการดีเบตผ่านสถานีโทรทัศน์ ซึ่งมีผู้ชมจำนวนมาก เนื่องจากมีคู่ดีเบตสำคัญ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมัคร สุนทรเวช เข้าร่วม พอจบรายการเท่านั้น การเดินหาเสียงของตนเป็นหนังคนละม้วน เพราะคนจำได้ ซึ่งเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ตนจดจำได้ดีเพราะได้แจ้งเกิดทางการเมือง


