“อภิสิทธิ์” ตั้งกระทู้ถามสด “ปัญหาน้ำท่วม กทม. ถาม มท.3 เงื่อนงำยกเลิก “แก้มลิงคู้บอน” เอื้อกลุ่มทุน ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพอุโมงค์ยักษ์คลองแสนแสบ-สถานีสูบน้ำพระโขนง
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ถามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์) ผู้กำกับดูแลกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครและแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนความรับผิดชอบต่อความเสียหายของประชาชน
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก เช่น รอบคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองลาดพร้าว สร้างความเดือดร้อนรุนแรง รถยนต์และจักรยานยนต์จมน้ำเสียหายเป็นจำนวนมาก ประชาชนมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่จะได้รับรู้ข้อเท็จจริง และเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดชอบ
นายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งคำถามแรกในขั้นตอนการเตรียมการรับมือ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ระบบเตือนภัย Cell Broadcast เกิดวิวาทะโยนความรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลและ กทม. โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นผู้กดปุ่ม แต่ กทม. ไม่ส่งข้อความเตือนภัยมาให้ ขณะที่ กทม. อ้างว่าไม่มีอำนาจกดปุ่มเตือนภัย จึงต้องการทราบข้อเท็จจริงและแนวทางปรับปรุงในอนาคต
2.ข้อสงสัยเรื่องการพร่องน้ำ ผู้บริหาร กทม. ยืนยันว่าได้พร่องน้ำในคลองต่างๆ จนคลองแห้งส่งกลิ่นเหม็น แต่จากการลงพื้นที่จริง ประชาชนไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น จึงถาม รมช.มหาดไทย ว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือหลงเชื่อคำชี้แจงของ กทม. เพียงฝ่ายเดียว
ในการตั้งกระทู้ถามนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้นำภาพและข้อมูลระดับน้ำขึ้นแสดงบนจอภาพกลางห้องประชุมสภาฯ เพื่อเปรียบเทียบกับคำชี้แจงของ กทม. โดยชี้ให้เห็นว่า
1. คลองแสนแสบ (ช่วงบางกะปิ) เมื่อวันที่ 24 กันยายน ซึ่ง กทม. อ้างว่าพร่องน้ำถึงที่สุดแล้ว แต่ระดับน้ำกลับสูงกว่าช่วงต้นเดือนกันยายนถึง 23 เซนติเมตร
2. สะพานสูง ระดับน้ำ ณ วันที่อ้างว่าพร่องน้ำเต็มที่ สูงกว่าระดับน้ำช่วงต้นเดือนกันยายนถึง 33 เซนติเมตร
3. หนองจอก และ คลองประเวศบุรีรมย์ ระดับน้ำอยู่ในลักษณะเดียวกัน คือสูงกว่าจุดที่เคยพร่องได้ในช่วงต้นเดือนเกือบ 20 เซนติเมตร
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังเปิดเผยตัวเลขการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำในช่วงที่เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังรุนแรง 4 วัน พบว่า
1. อุโมงค์ยักษ์คลองแสนแสบ ทำงานจริงเฉลี่ยเพียง 63%
2.สถานีสูบน้ำพระโขนง ทำงานจริงเพียง 50%
“มีความพยายามอธิบายว่าน้ำไปไม่ถึง แต่อยู่ในพื้นที่ไม่มีใครเชื่อ มีแต่เสียงล่ำลือเรื่องการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ไม่ทำ ตลอดจนข้อครหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องสูบน้ำระดับเขตในหลายปีที่ผ่านมา ที่พอชำรุดแล้วไม่มีอะไหล่ ซ่อมไม่ได้ ถูกกองทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งาน” นายอภิสิทธิ์กล่าว
พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงการยกเลิกโครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออก โดยโต้แย้งคำกล่าวอ้างของ กทม. ที่ระบุว่าการวิจารณ์เรื่องไม่พัฒนาแก้มลิงเป็น Fake News โดยนำตัวเลขมาเปรียบเทียบว่า กทม. เพิ่มแก้มลิง 4 แห่ง (จาก 34 เป็น 38 แห่ง) และเตรียมทำเพิ่มอีก 7 แห่ง ซึ่งได้ความจุรวมกันไม่เกิน 600,000 ลูกบาศก์เมตร แต่กลับไปยกเลิกบึงรับน้ำ 3 แห่ง ซึ่งสูญเสียความจุไปถึงเกือบ 3,000,000 ลูกบาศก์เมตร
โดยนายอภิสิทธิ์ ได้เจาะจงถามถึงกรณี “บึงคู้บอน” ซึ่งอยู่ในแผนมาตั้งแต่ปี 2556 ผ่านการทำประชาพิจารณ์และเตรียมออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน จนถึงปี 2565 ด้วยงบประมาณจัดการที่ดินราว 300 ล้านบาท (งบโครงการรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท) แต่จุดพลิกผันเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อผู้บริหาร กทม. ตั้งข้อสังเกตเรื่องงบประมาณสูง จนนำไปสู่การยกเลิกโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569
นายอภิสิทธิ์ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกพร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตว่า ในปี 2567 มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนั้นมีบุคคลที่เกี่ยวข้องดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ได้กว้านซื้อที่ดินบริเวณที่จะทำบึงแห่งนี้เพิ่มอีกประมาณ 81 ไร่ ทั้งที่โครงการยังไม่ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ มีการพยายามปรับเปลี่ยนผังเมืองในเวลาต่อมา โดยลดพื้นที่สีเขียว (ที่รองรับน้ำ) จากเดิม 240 ไร่ เหลือเพียง 50 ไร่ จึงขอให้ รมช.มหาดไทย เร่งตรวจสอบการตัดสินใจของผู้บริหาร กทม. ในปี 2566 ว่ามีเงื่อนงำหรือไม่ และประสานนำโครงการแก้มลิงคู้บอนกลับมาดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ได้ฝากข้อเสนอแนะผ่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ประสานงานกับคณะทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งยกระดับการประกาศภัยพิบัติเป็น ระดับ 3 เพราะการยกระดับดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการบริหารจัดการและประสานงานข้ามลุ่มน้ำในฝั่งตะวันออกทำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองและสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการตัดสินใจผันน้ำเข้า-ออกพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที


