“ศุภชัย” ซัด “โรม” หิวแสงทำ “บันเทิงธิปไตย” เตือนสภาไม่ใช่บ้านท่าน อย่าลุแก่อำนาจออกคำสั่งเรียกนายกฯ-สส.ชี้แจงลัดขั้นตอน
วันที่ 8 ต.ค.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวด่วนว่า วันนี้มีวาระการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยมีการออกคำสั่งเรียกให้นายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม กมธ. ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ทำหนังสือแจ้งมายังประธานสภาฯ และประธาน กมธ. ว่า การใช้อำนาจเรียกดังกล่าวไม่เป็นไปตามอำนาจและหน้าที่
โดย กมธ. พรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 6 คน และ กมธ. พรรคฝ่ายค้านบางคน มีมติว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นใน กมธ. อาจจะส่อไปในทางผิดข้อบังคับ จึงไม่เข้าร่วมประชุม เพราะประธาน กมธ. ดำเนินการไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ซึ่งที่ประชุมในวันนี้มีความพยายามที่จะออกคำสั่งเรียกนายกฯ แต่ กมธ. ไม่สามารถลงมติเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เนื่องจากมีจำนวน กมธ. ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามข้อบังคับ แต่ยังพยายามแสดงว่าเป็นความเห็นร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้ประธานสภาฯ คงจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามหนังสือของนายกฯ
หากเทียบกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต กระบวนการพิจารณาของ กมธ. เป็นการทำงานร่วมกันจากสมาชิกทุกพรรคการเมือง แต่วันนี้บาง กมธ. ที่มีประธานมาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านมีปัญหาและวิกฤต เพราะไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับที่ควรจะเป็น ซึ่ง กมธ. เสียงข้างมากจะทำหนังสือถึงประธานสภาฯ เพื่อให้วินิจฉัยแก้ปัญหานี้โดยเร็ว เพราะไม่เช่นนั้น หากประธาน กมธ. ดำเนินการเกินขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้ จะมีผลกระทบต่อการทำงานของ กมธ. ประชาชน และสภาฯ
นายศุภชัยกล่าวต่อว่า กมธ. ต้องพิจารณาว่าเรื่องที่เข้ามาเป็นหน้าที่ของ กมธ. หรือไม่ ซ้ำซ้อนกับ กมธ. อื่นหรือไม่ ซึ่งถือเป็นหลักที่ต้องดำเนินการ สื่อมวลชนเห็นมาตลอดว่ามีการพิจารณาเรื่องเดียวกันในหลาย กมธ. ผู้มาชี้แจงก็เป็นคนเดิม ๆ ถูกเรียกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เจตนาหวังผลทางการเมือง บันเทิงธิปไตยอย่างที่เขาพูดกันนั่นแหละ ถ้าเป็นอย่างนี้สภาฯ ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือให้การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จาก กมธ. ควรจะต้องดึงกลับเข้ามาอยู่จุดเดิมในข้อบังคับที่ควรจะเป็น”
นายศุภชัยกล่าวว่า การจะออกคำสั่งเรียกมีขั้นตอนตามกฎหมาย สามารถออกได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าผู้ออกมีอำนาจในการพิจารณาเรื่องนั้นหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณี น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และอีกหลายเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับ กมธ. กฎหมายฯ เป็นเรื่องที่ประธาน กมธ. สั่งบรรจุเอง ดังนั้น จึงต้องทบทวนให้เป็นไปตามข้อบังคับ เพื่อให้เดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไปได้
ทุก กมธ. เสียงส่วนใหญ่ก็เป็นเสียงของฝ่ายรัฐบาล แต่ กมธ. กฎหมายฯ มีความผิดเพี้ยนในสัดส่วนนี้ด้วยเหตุผลส่วนตัวของ กมธ. บางคน ถ้าบางเรื่องสำคัญจริง ฝ่ายรัฐบาลก็ใช่ว่าจะไม่ลงมติ มันเป็นเรื่องฉันทามติ ถ้ามีการดำเนินการตรงไปตรงมาตามข้อบังคับ ไม่มีวาระซ่อนเร้น แต่นี่ทั้งหมดเป็นวาระเปิดเผยที่จะเอาเรื่องการเมืองเข้ามา
เมื่อถามว่า ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปกป้องนายกฯ นายศุภชัยระบุว่า “ไม่เกี่ยว วันนี้นายกฯ พร้อมที่จะมา ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ เหมือนที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เต็มใจมา แต่ใน กมธ. พูดอย่างอื่น ถึงเวลาประธาน กมธ. แถลงข่าวอีกเรื่อง ถือว่าไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ หากท่านกลับเนื้อกลับตัวเป็นไปตามข้อบังคับก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ายังยึดแนวเดิมที่เป็นอยู่คือ Entertainmentocracy พวกเราจะดำเนินการตามที่ข้อบังคับได้เปิดช่องไว้ ซึ่งไม่อยากให้ไปถึงตรงนั้น”
ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า “ปัญหาตอนนี้อยู่ที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. ใช่หรือไม่” นายศุภชัยกล่าวว่า “เท่าที่ปรากฏมาก็เป็นเช่นนั้น แต่หากท่านทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กมธ. จะกลับมาด้วยความรัก ความอบอุ่นเหมือนเดิม ตอนนี้มันไม่อบอุ่น มันไม่ได้หนาว แต่มันร้อน ไม่อยากให้มันร้อนไปกว่านี้”
ส่วนจะต้องจูนส่วนตัวเพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้หรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า “ผมเองเคยเป็นประธาน กมธ. สิ่งที่เหมือนกันทุกคณะคือ การไม่ตั้งตนว่าประธานคืออำนาจ ทุกคนเป็น กมธ. เท่ากัน บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านของท่านประธาน ไม่ได้มีโคตรเหง้าที่ไหนให้ท่านมา เพียงแต่ท่านต้องทำตรงไปตรงมา รู้ว่าเก้าอี้ตัวนี้เป็นเก้าอี้สมมติ หากคิดว่าเก้าอี้นี้เป็นของท่านอยู่ ชี้ใครก็ได้ ใครยกมือไม่พอใจก็กดไม่ให้พูด ไล่ออกจากห้องประชุม ถ้าวันนี้กลับมาเหมือนเดิมก็โอเค ไม่มีปัญหา ส่วนตัวไม่มีอะไรกับนายรังสิมันต์ ไหว้กัน สวัสดีกัน ขอเรียกร้องให้ท่านเมตตาอยู่ในที่ชอบ ๆ ตามกฎหมายและข้อบังคับ”นายศุภชัย กล่าว


