“วีระยุทธ” นำ สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี เสนอใช้งบกลางหากงบประมาณไม่เพียงพอ พร้อมทั้งตรวจสอบเงื่อนไข EIA
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ถึงการจัดการการรั่วไหลของสารพิษจากกากขยะอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีปัญหาน้ำท่วมที่เป็นพื้นที่สีแดง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนครปฐม กรณีจังหวัดปราจีนบุรี นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้วยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤต คือ เรื่องมลพิษ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แต่หน่วยงานรัฐไม่ได้ติดตามตรวจสอบให้ชัดเจน เมื่อเกิดน้ำท่วมจึงเกิดปัญหามลพิษขึ้น โดยตนและ สส.พรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี มีภาพถ่ายจากโดรนที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่น้ำอาจปนเปื้อนมลพิษจากกากอุตสาหกรรมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พบว่ากากอุตสาหกรรมอาจไหลครอบคลุมรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย แต่ล่าสุดประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรีแจ้งว่าอาจไปไกลมากกว่านั้น จากเดิมคาดว่าอาจจำกัดอยู่ที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งหมายความว่ากากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีโอกาสไหลไปไกลมากกว่าระยะทาง 1 กิโลเมตร หากเป็นคราบน้ำมันและสารพิษจริง ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปยังไร่นาและสัตว์น้ำที่จะได้รับผลกระทบตามมา
วันนี้จึงได้มีการทำงานต่อเนื่องผ่านคณะ กมธ.การอุตสาหกรรม ซึ่งได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากหน่วยงานรัฐทำงานล่าช้า เนื่องจากเพิ่งมีการตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์หลังจากน้ำท่วมและมีข้อเรียกร้องต่างๆ แล้ว ซึ่งอาจสายเกินไป
อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าจะต้องติดตามผลการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษ อีกหนึ่งช่องทางในการแก้ไขปัญหาคือกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมี พ.ร.บ.วัตถุอันตราย โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมสามารถเข้าไปกำจัดกากสารพิษและฟื้นฟูได้ และเป็นสิ่งที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยดำเนินการแล้ว แต่ปัญหาที่ได้พูดคุยกับหน่วยงานคือไม่มีงบประมาณ ดังนั้น ข้อเรียกร้องอีกประการหนึ่ง คือ ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้าดำเนินการเรื่องนี้ และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบกลาง เพราะเป็นเรื่องฉุกเฉินและมีความจำเป็นเร่งด่วน
ทางด้าน นายพูนศักดิ์ ระบุว่า ประเด็นการทำ EIA ของโครงการบางบริษัทที่ปล่อยให้เกิดมลพิษกระจายสู่สิ่งแวดล้อม เนื่องจากเบื้องต้นทางอุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกประกาศเรื่องการขอขยายโรงงาน จากเดิมมีกำลังผลิต 1 แสนตัน เพิ่มเป็น 5 แสนตัน ซึ่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระบุไว้ชัดเจนว่า การประกอบกิจการฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายเป็นประเภทกิจกรรมที่ต้องทำ EIA และหลังจากที่มีการเพิ่มกำลังการผลิตก็ต้องทำ EIA เช่นกัน แต่ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมจังหวัดมีความเห็นแย้งว่า ในส่วนของโรงงานที่ต้องการขยายโรงงานมีเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.โรงงาน คือ 1. การเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหรืออาศัยแรงม้าเป็นเกณฑ์ 2. การขยายพื้นที่ของโครงการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ประการนี้มีเงื่อนไขหรือรูปแบบในการขยายต่างกัน
ดังนั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องเคลียร์ประเด็นให้ชัดเจนว่า โครงการลักษณะนี้ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ แห่งทั่วประเทศจะต้องทำ EIA หรือไม่ แต่เบื้องต้นพื้นที่ที่ตั้งโครงการในขณะนี้เป็นพื้นที่ลุ่มซึ่งน้ำท่วมถึง และบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ปัญหาจากการนำขยะสารพิษทั้งหมดมาเทไว้บริเวณนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน และนำเงื่อนไขของ EIA เข้ามาประกอบในการพิจารณาอนุญาตโรงงานนี้ด้วยเช่นกัน.



