“เดชรัต” จี้รัฐรื้อเกณฑ์เยียวยาเกษตรจากน้ำท่วม ซัดชดเชยต่ำ-ล่าช้า เสนออัดฉีดงบกลางฟื้นฟูด่วน


วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 15 โดย นายเดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านคุณภาพชีวิต เปิดเผยถึงความเสียหายในภาคการเกษตรจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างหนักใน 47 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนกว่า 154,000 ราย พื้นที่การเกษตรเสียหายรวมกว่า 1.74 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาข้าวเกือบ 1.4 ล้านไร่ พืชไร่และพืชผัก 247,000 ไร่ และไม้ผลหรือไม้ยืนต้นกว่า 100,000 ไร่ นอกจากนี้ ยังมีปศุสัตว์ได้รับผลกระทบสูงถึง 12.5 ล้านตัว และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายอีกกว่า 50,000 ไร่


ด้าน นายวรายุทธ ทองสุข อดีต สส.จันทบุรี พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยระบุว่า อุทกภัยครั้งนี้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ประชาชนไม่ทันตั้งตัว แต่เกิดจากการที่หน่วยงานรัฐขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น ในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ที่ไม่เคยประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงเช่นนี้มาก่อน ทั้งที่ผ่านมากรมชลประทานมีการบริหารจัดการน้ำเพื่อกักเก็บไว้รับมือภัยแล้งเป็นหลัก โดยไม่ได้วางแผนหรือนำข้อมูลพยากรณ์ความเสี่ยงจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นมาประเมินร่วมด้วย จนนำมาสู่ข้อกังขาเรื่องความล้มเหลวในการจัดการน้ำในพื้นที่


สอดคล้องกับข้อมูลจาก นายวงศธร สรณะ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ที่สะท้อนความสูญเสียว่า สวนทุเรียนจำนวน 800 ต้นของตน มีโอกาสรอดไม่ถึง 200 ต้น ซึ่งหมายถึงการสูญเสียต้นทุนที่ทุ่มเทมาตลอด 5 ปี ทั้งยังไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ชัดเจน ตนและเกษตรกรจำนวนมากประเมินสถานการณ์ไม่ถูก ทำให้ไม่สามารถลดความสูญเสียได้ดีเท่าที่ควร แม้ตนจะพยายามเตรียมความพร้อมขนย้ายอุปกรณ์การเกษตรและปุ๋ยล่วงหน้าแล้วก็ตาม


นายเดชรัตกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้หลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูเยียวยา โดยได้วิเคราะห์ถึงปัญหาของกระบวนการเยียวยาจากภาครัฐในปัจจุบัน พบว่ามีข้อบกพร่อง 5 ประการ ได้แก่

1. ความล่าช้า: กระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลืออาจกินเวลานาน 5-6 เดือน เนื่องจากขาดแคลนเจ้าหน้าที่เดินสำรวจแปลง และมีขั้นตอนการอนุมัติตามลำดับขั้นจากระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ

2. อัตราเยียวยาต่ำ ไม่สะท้อนความจริง: เงินชดเชยที่รัฐบาลกำหนดไม่เพียงพอต่อการลงทุนใหม่ เช่น นาข้าวได้รับความช่วยเหลือเพียง 2,240 บาทต่อไร่ ส่วนไม้ผลหรือสวนทุเรียน หากตายทั้งหมดได้ 6,800 บาทต่อไร่ และหากชะงักการเจริญเติบโตได้เพียง 3,400 บาทต่อไร่

3. เพดานชดเชยต่ำเกินจริง: เกณฑ์เยียวยาปศุสัตว์และประมงจำกัดเพดานไว้ต่ำมาก เช่น โค-กระบือไม่เกิน 5 ตัว สุกรไม่เกิน 10 ตัว ไก่ไข่ไม่เกิน 1,000 ตัว และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่เกิน 5 ไร่ ทำให้เกษตรกรที่เลี้ยงในปริมาณมากกว่าเกณฑ์ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

4. ขาดการดูแลช่วงฟื้นฟู: รัฐยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือไม้ยืนต้นที่ชะงักการเติบโต และไม่มีการกำกับดูแลราคาปัจจัยการผลิตที่อาจฉวยโอกาสปรับตัวสูงขึ้น

5. พักชำระหนี้อย่างเดียวไม่เพียงพอ: การพักหนี้เพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนก้อนใหม่เพื่อเริ่มต้นการผลิตรอบใหม่ โดยเฉพาะพืชที่ต้องปลูกใหม่หรือโรงเรือนที่ได้รับความเสียหาย


นายเดชรัต ยังได้เสนอแนวทางเร่งด่วนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงเกณฑ์การช่วยเหลือ ทั้งอัตราและเพดานการชดเชยให้สะท้อนความเสียหายที่แท้จริง โดยพิจารณาใช้งบกลางเข้ามาเสริม  พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณลงพื้นที่ฟื้นฟูไม้ผลที่ยังไม่ตายเพื่อรักษาสวนเอาไว้ หากดำเนินการไม่สำเร็จ รัฐบาลต้องช่วยเหลือในระดับเดียวกับกรณีเสียหายทั้งหมด โดยนายเดชรัตเสนอให้นำเทคโนโลยี เช่น ดาวเทียมและโดรน มาช่วยประเมินความเสียหาย พร้อมมอบอำนาจให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตัดสินใจเพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน รวมถึงต้องทบทวนข้อจำกัดเรื่องทะเบียนเกษตรกร โดยเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่ได้ปรับปรุงทะเบียน ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ หรือผู้เช่าที่ดิน สามารถใช้หลักฐานอื่นยืนยันการทำเกษตรและความเสียหายจริงได้


ในด้านมาตรการทางการเงิน นายเดชรัต ยังแนะนำให้รัฐบาลหารือกับ ธ.ก.ส. เพื่อจัดทำโครงการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยต้องครอบคลุมถึงการสนับสนุนเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่ การจัดทำประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต การกำหนดระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ในช่วงต้นที่ยังไม่ให้ผลผลิต และโครงสร้างการชำระหนี้ที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการหาแนวทางเพิ่มรายได้เสริมในระยะเริ่มต้น