“ศุภชัย” ป้อง “สส.ไอเดียร์” ฉะ “โรม” หยุดใช้อำนาจประธาน กมธ. ตามอำเภอใจ ชี้เคสสามี สส. ไร้อำนาจ ระวังถูกร้องสอบคืน ซัด “เท้ง” แยกให้ออกเสนอแก้กฎหมายไม่ใช่ครอบงำ ปม Thai PBS 


เมื่อเวลา 09.40 น. วันนี้ 7 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกมธ.ฯ ว่า ตนได้ทำหนังสือถึงนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ เพื่อให้พิจารณาการใช้อำนาจของประธาน กมธ. สั่งบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระการประชุม กมธ. โดยไม่มีมติของ กมธ. คนอื่น เพราะที่ผ่านมาพบว่า มีหลายเรื่องที่คิดเอง บรรจุเอง หรือให้ใครยื่นเรื่องจากนั้นก็บรรจุ หรือไม่มีใครยื่นเรื่องก็สั่งบรรจุเอง เช่น กรณีของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง กมธ.ไม่มีหน้าที่หรืออำนาจที่จะดำเนินการ นอกจากนี้ยังพบว่า ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงวันและเวลาประชุมจากมติ กมธ. ที่ตกลงประชุมในวันพฤหัสบดี 


“ที่ผ่านมาจัดประชุมตามอำเภอใจ จัดประชุมวันอื่นๆ ลืมคิดไปว่า กมธ.มีภารกิจ ติดประชุมคณะอื่น ทำให้หลายครั้งกมธ.มาร่วมประชุมไม่ได้ ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวเสมือนว่ากมธ.เป็นของท่าน ทั้งที่ท่านเป็น 1 ใน 15 แต่การใช้อำนาจประธาน จนเป็นปัญหา เช่น กรณีของน.ส.สุชาดา ที่ไม่มีหน้าที่ หรืออำนาจใดจะทำได้ หากถูกร้องว่าผิดข้อบังคับ กมธ.ทุกคนจะถูกร้องได้ ที่ผ่านมาเป็นความอึดอัดและกลัวต่อประธานกมธ. จึงต้องขับไล่ความกลัวให้พ้นไป และวันนี้ต้องมีคำตอบ ว่าจะแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ผมได้ทำหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณากรณีที่ กมธ. ทำงานซ้ำซ้อนกับกมธ.คณะอื่นทั้งที่ไม่มีหน้าที่และอำนาจด้วย” นายศุภชัย กล่าว


“ศุภชัย” ซัด “เท้ง” แยกให้ออกเสนอแก้กฎหมาย ไม่ใช่ครอบงำ Thai PBS


นายศุภชัย ยังตอบโต้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน กรณีแสดงความกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้ของ Thai PBS และอีก 3 กองทุน โดยตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่การรวบอำนาจ หรือเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถสั่งการสื่อสาธารณะได้หรือไม่ว่า การตั้งคำถามและตรวจสอบเป็นสิทธิของฝ่ายค้าน และประเด็นความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถถกเถียงกันได้เต็มที่ แต่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ควรแยกให้ออกว่า “เสนอแก้กฎหมาย” กับ “เข้าไปสั่งการหรือครอบงำองค์กร” เป็นคนละเรื่องกัน


นายศุภชัย กล่าวว่า นายณัฐพงษ์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและ สส. ย่อมทราบดีว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 บัญญัติว่า สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภาผู้แทนราษฎรได้ และหากเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ต้องมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรีตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ


“เมื่อ สส.เห็นว่ากฎหมายที่ใช้อยู่ควรปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ระบบงบประมาณ หรือกลไกการตรวจสอบ แล้วเสนอร่างแก้ไขเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา นั่นคือการใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หลักฐานในตัวเองว่ากำลังฮุบ หรือครอบงำ องค์กรใด”


นายศุภชัยกล่าวว่า หากฝ่ายค้านเห็นว่าร่างกฎหมายไม่เหมาะสม หรือกังวลว่าจะกระทบความเป็นอิสระของ Thai PBS ก็สามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ ทั้งอภิปราย ตั้งคำถาม ตรวจสอบ เสนอแก้ไข คัดค้าน หรือแม้แต่ลงมติไม่เห็นชอบ เพราะทั้งหมดเป็นกลไกปกติของรัฐสภา


“ไม่เห็นด้วยก็สู้กันในสภา จะค้าน จะเสนอแก้ หรือจะโหวตไม่เห็นชอบก็ทำได้เต็มที่ แต่ต้องเอาเหตุผลมาสู้กัน ไม่ใช่ข้ามจากการไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายไปสรุปเจตนาของผู้เสนอว่าเป็นการครอบงำสื่อ”


นายศุภชัยกล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนี้ ร่างที่เสนอมีสาระเกี่ยวกับ “วิธีการได้มาซึ่งรายได้” ขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่ายังไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารหรือคณะกรรมการของ Thai PBS และนายกรัฐมนตรีก็ระบุว่าเรื่องดังกล่าวต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของสภา ถ้าจะบอกว่าครอบงำ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าครอบงำตรงไหน ใครเข้าไปสั่งการอะไร หรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและอำนาจบริหารตรงไหน เพราะการแก้กฎหมายเรื่องแหล่งรายได้ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเข้าไปควบคุมการทำงานขององค์กร


นายศุภชัยย้ำว่า เรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านมีสิทธิตั้งคำถามและตรวจสอบ แต่การถกเถียงควรอยู่บนเนื้อหาของร่างกฎหมายและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่รีบตีความเจตนาจากการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ถ้าใช้ตรรกะว่าใครเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรใด ก็เท่ากับกำลังครอบงำองค์กรนั้น วันหนึ่งเมื่อฝ่ายค้านเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระ ฝ่ายค้านเองก็อาจถูกถามกลับได้เหมือนกันว่า กำลังพยายามเข้าไปครอบงำองค์กรนั้นหรือไม่


นายศุภชัย กล่าวว่า กฎหมายไม่ใช่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง และอำนาจแก้กฎหมายก็ไม่ได้เป็นขององค์กรที่อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น แต่เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญ การจะผ่านหรือไม่ผ่านจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการพิจารณา อภิปราย และลงมติของรัฐสภา กฎหมายเป็นเรื่องของรัฐสภา ไม่ใช่สมบัติขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ใครเห็นต่างก็ใช้สิทธิได้เต็มที่ แต่ต้องอยู่บนกติกาเดียวกัน


นายศุภชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน นายณัฐพงษ์ย่อมรู้หลักการนี้ดี และควรช่วยกันรักษาพื้นที่ของรัฐสภาให้เป็นพื้นที่สำหรับ “เสนอ แก้ คัดค้าน และถกเถียง” กฎหมายด้วยเหตุผล เพราะประชาธิปไตยในสภาไม่ใช่การที่ทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกัน แต่คือการที่ทุกฝ่ายสามารถใช้สิทธิของตนภายใต้กติกาเดียวกัน