ครม. เห็นชอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง เสริมศักยภาพ DSI–เครือข่ายบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค ยกระดับรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2026 พร้อมเสนออนุมัติให้นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ลงนามร่างความตกลงฯ ฝ่ายไทย เพื่อดำเนิน “โครงการเสริมสร้างศักยภาพการบังคับใช้กฎหมายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”
โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ พัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงเสริมสร้างกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ และยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค
สำหรับโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง วงเงินรวม 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.68 ล้านบาท โดยกองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาของประเทศสมาชิกภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง หรือ Mekong–Lancang Cooperation (MLC) ในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอนุภูมิภาค
นางสาวลลิดากล่าวว่า ภายใต้ร่างความตกลงฯ ฝ่ายจีนจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยของกองทุนฯ ภายใน 20 วันทำการ และฝ่ายไทยจะต้องมีหนังสือยืนยันการรับเงินภายใน 10 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับเงิน โดยฝ่ายไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและงบประมาณ พร้อมจัดส่งรายงานความคืบหน้าโครงการให้ฝ่ายจีนอย่างน้อยทุก 6 เดือน รวมทั้งประเมินผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน และตรวจสอบโครงการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า กิจกรรมภายใต้โครงการมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านการสืบสวนสอบสวน การให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งเป็นองค์ความรู้มาตรฐานสากลด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยไม่มีสาระเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่มีความอ่อนไหวด้านความมั่นคงของรัฐ หรือองค์ความรู้ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของไทย
“โครงการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ด้านการสืบสวนสอบสวน และเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งการประสานงาน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลและผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างรอบคอบ” นางสาวลลิดากล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างความตกลงฯ ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยร่างความตกลงกำหนดให้มีผลเป็นระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนาม และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติคราวละ 3 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยกเลิกล่วงหน้า 6 เดือน
กระทรวงยุติธรรมแจ้งว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยประสงค์ให้มีการลงนามในร่างความตกลงฯ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เพื่อดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับโครงการในขั้นตอนต่อไป


