“สว.กอบ” ด่ากราดหลังยื่นสอบ กกต.เสียงข้างน้อย ติงอดีตตุลาการเป็นผู้ใหญ่อย่าพูดชี้นำ มองมติ กกต. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ซัด สส.ฝ่ายค้านไม่มีวุฒิภาวะ ฟาด iLaw สร้างความปั่นป่วน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวที่รัฐสภา ถึงการยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ต้องการให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ที่ไม่ใช่การวินิจฉัยล่วงหน้าว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิด และขอให้ผู้คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักการสันนิษฐานทางคดีอาญา ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
พ.ต.อ.กอบ กล่าวต่อไปว่า เมื่อเรื่องไปถึง ป.ป.ช. แล้ว ถือเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินการ ตนไม่สามารถบอกได้ว่าร้องใคร ร้องอย่างไร ส่วนเป็น กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คนหรือไม่ ตนไม่สามารถบอกได้ เพราะ กกต. เป็นองค์กรอิสระ ซึ่งจะอยู่ในขอบเขตที่สามารถให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้ ส่วน ป.ป.ช. จะตรวจสอบอย่างไรนั้น ข้อมูลจะปรากฏอยู่ในคำร้องที่ยื่นไป
ดังนั้น ทุกอย่างที่กระทำต้องอยู่ภายใต้ข้อกฎหมาย ประธาน กกต. หรือ กกต.คนอื่น ก็ต้องเคารพกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ ก็ต้องทำหน้าที่อย่างมีอิสระ และปราศจากอคติทั้งปวง ในการใช้ดุลพินิจ ขอถามว่าที่ออกมาให้สัมภาษณ์มีอคติหรือไม่ และต้องไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นสิทธิของท่านที่จะออกไปให้สัมภาษณ์กับสื่อ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น เสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับเสียงข้างมาก เสียงข้างมากก็ต้องให้เกียรติเสียงข้างน้อย หลักกฎหมายมีแค่นี้ในการลงมติ
“รัฐธรรมนูญบอกไว้แล้วว่าการลงมติใดๆ ก็ตาม ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าท่านเข้าใจคำว่าประมาณ ท่านก็ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องมาชี้นำสังคมในสิ่งที่ผิด ปัจจุบันนี้ ผู้รู้หรือกูรูทั้งหลายไม่ทำตัวเป็นกลางเลย ราชบัณฑิตมีไว้ทำอะไร มีไว้เพื่อให้ความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชนไม่ใช่ชี้นำว่าฝ่ายนี้ผิดฝ่ายนี้ถูก ท่านกล่าวหาเกินเลยถึงขนาดว่าเป็นรัฐประหารเงียบ ท่านพูดได้อย่างไร คำนี้มันแสลงใจ เพราะไม่ใช่หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านเคยทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย ในขณะที่ท่านเป็นตุลาการ แต่เวลาท่านออกมาแล้วท่านลืมว่าท่านต้องมีจริยธรรมของนักกฎหมาย ผมอยากเตือนสติท่านทั้งหลายที่ออกมาพูดชี้นำ ท่านเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น เคยมีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วยซ้ำไป บางท่านยังเป็นผู้ที่ร่วมกันออกกฎมาตรฐานทางจริยธรรม ทำไมไม่คิด ตอนที่ท่านมีหน้าที่ทำไมไม่แก้ หรือไม่มีเวลาแก้ ทำอะไรอยู่ พอออกมาแล้วที่ว่าคนอื่นไม่ดี จะดี จะชั่วอยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทำตัว”
ทางด้านคำถามว่าจะยื่นสอบจริยธรรม สส. ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ด้วยหรือไม่ พ.ต.อ.กอบ ระบุ คิดว่า สส. คงรู้ว่าอยู่ภายใต้จริยธรรมเหมือนกัน แต่ สส.บางท่านก็ไม่มีวุฒิภาวะ ท่านจบเมืองนอกเมืองนามา เอากฎหมายเมืองนอกมาใช้กับประเทศไทย มันไม่ได้ จะมากล่าวหาว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาถือว่าเป็นความลับ มันไม่ใช่ เพราะฉันจะรู้ว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาคืออะไร และขณะนี้ กกต. ไม่ได้มีคำวินิจฉัย เพียงแต่มีมติ แล้วท่านก็ไปชี้นำว่าเป็นการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว มันไม่ใช่ คนต้องมีเหตุมีผล เป็นนักกฎหมายต้องมีเหตุผล มีหลักจริยธรรมของกฎหมาย สื่อก็ต้องมีจริยธรรมของสื่อ
พ.ต.อ.กอบ กล่าวอีกว่า สมาชิกวุฒิสภาอยู่มาตลอด 2 ปี ไม่เคยโต้แย้งโต้เถียง เรายอมรับการตรวจสอบ ไม่เคยว่าใคร สส. ก็ไม่เคยว่าแม้แค่คำเดียว ถ้าจะว่าก็พูดในรัฐสภา ไม่มีออกไปตั้งโต๊ะข้างนอก ทำให้ประชาชนสับสน ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนปัญหาปากท้อง น้ำท่วม ไฟไหม้ เคยหันไปดูเขาหรือไม่ มีแต่เอกชนที่เตรียมของไปช่วยประชาชน พอหันหลังก็มีคนขโมยไปแล้วว่าเป็นของตัวเอง อย่างนี้ควรทำหรือไม่
“เป็นเด็กเป็นเล็ก ควรดูว่าผู้ใหญ่เขาทำอะไร ไม่ใช่อะไรก็จะเอาอวตารมาเที่ยวว่าเที่ยวด่าให้เขาเสียหายไปหมด ไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเลย นอกจากทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นในโซเชียลฯ แล้วทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย”
พร้อมกล่าวต่อไปว่า ตนอยากจะพูดมานานแล้ว ทำงานฝ่ายนิติบัญญัติถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายเดียว แต่เราเคารพกฎหมายจึงไม่พูด ตอนนี้พอเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาก็กลับบอกว่าเสร็จแล้ว แล้วมาถาม 4-5 ข้อ มีสิทธิอะไร เป็น สส. มีสิทธิมาตรวจสอบ สว. หรือ เพราะคนที่ตรวจสอบ สว. คือองค์กรอิสระ
“รัฐสภาประกอบไปด้วย สส. 500 สว. 200 รวมเป็น 700 เขาหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้คำว่า 500 เพราะธรรมเนียมไทยถือว่า 500 ไม่ดี และทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากัน อย่ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซง ปัจจุบันท่านเป็นกรรมาธิการก็ก้าวก่ายหน่วยงานของรัฐ จะเรียกใครมาก็ออกเป็นคำสั่งเรียก ท่านก็ใช้กันพร่ำเพรื่อ บางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชนก็พยายามเอามาเป็นประเด็นให้เกิดขึ้นในโซเชียลฯ ประชาชนเดือดร้อนมากี่ปีแล้ว ไม่เห็นมีใครออกไปช่วยเหลือประชาชนเลย เพียงแต่พูดๆๆๆ แล้วไม่ทำ ผมบอกได้เลยว่าปัญหาเรื้อรังที่การปกครองไม่มีเสถียรภาพเพราะขาดภาวะผู้นำ”
พ.ต.อ.กอบ ยังเผยด้วยว่า การกล่าวหา สว. มีที่มาโดยมิชอบ ตนติงตั้งแต่วันแรกที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นมือเข้ามาแล้วว่าไม่มีอำนาจสอบสวนแม้แต่นิดเดียว ยกเว้น กกต. เชิญเข้ามาให้ช่วยทำ ถ้าเขาไม่เชิญมาก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. มีอำนาจ พิจารณาคดี เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง แต่ในกฎหมาย ดีเอสไอมีหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจเฉพาะคดีพิเศษที่ตนเองทำได้โดยอัตโนมัติ และทำได้โดยผ่านคณะกรรมการคดีพิเศษ
“การเอาเรื่องของการได้มาซึ่ง สว. เป็นคดีพิเศษ อย่างนี้ก้าวล่วงกฎหมายหรือไม่ และ กกต. ที่พยายามดึงดีเอสไอเข้ามาทำเรื่องนี้ ท่านปฏิบัติหน้าที่ชอบหรือไม่ ที่บอกว่าคณะที่ 26 คือใคร คือดีเอสไอ 3 คน กกต. 4 คน และประธานคือนักวิชาการประจำวุฒิสภา ไปเป็นอย่างไร อย่างนี้จะมีความเป็นกลางและมีอคติหรือไม่ ขอให้ไปตรวจสอบด้วยอย่าตรวจสอบเฉพาะ สว. เพราะเรามาโดยชอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 107”
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.กอบ กล่าวยืนยันอีกว่า การเลือก สว. เป็นไปตามกฎหมาย และการแนะนำตัวของ สว. ก็ย่อมกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในการเลือก สส. ต้องมีการแสดงรายจ่ายต่อการเลือกตั้งแต่ละครั้งว่าใช้เงินเท่าไหร่ แต่ สว. ไม่มี มีเพียงแค่ค่าสมัคร 2,500 บาท อย่างนี้เป็นการฟอกเงินหรือไม่ มันเกิน 300 ล้านบาทหรือไม่ ถ้าเกิน 300 ล้านบาท และเป็นคดีพิเศษ ก็อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ ไม่ใช่เอากฎหมาย กกต. ไปเป็นอำนาจคดีพิเศษ แล้วพยายามยึดโยงเอาคดีพิเศษมาเป็นหลักฐานในคดีไต่สวน สว. อย่างนี้ชอบหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะใช้ช่องทางอื่นในการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ เช่น การรวบรวมรายชื่อส่งประธานวุฒิสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พ.ต.อ.กอบ ระบุว่า ไม่อยากให้ความเห็นทางกฎหมายเพราะไม่มีหน้าที่ตรงนั้น แต่สิทธิของทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนเท่ากัน จะใช้ช่องทางใดก็ต้องมีกฎหมายรองรับเป็นหลักของกฎหมายมหาชน ที่บอกว่าไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ เมื่อกฎหมาย กกต. ให้อำนาจในการ ตรวจสอบสิทธิทั้งหลายก็อยู่ที่ กกต. คำวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นที่สุด
ต่อข้อคำถามว่า โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ยังเปิดข้อมูลพยานหลักฐานอยู่ จะต้องยื่นดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พ.ต.อ.กอบ ตอบว่า คิดได้ว่าการกระทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ไอลอว์มีวัตถุประสงค์อะไร ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องของกฎหมายไม่ใช่ไปชักจูงชี้นำ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด
“ไอลอว์เป็นใคร กกต.เป็นใคร สว.เป็นใคร สส.เป็นใคร ซึ่ง กกต. สว. สส. มีกฎหมายรองรับในการทำหน้าที่ แล้วไอลอว์มีหรือไม่ จะกล่าวหาใครโดยอิสระทำได้หรือ ไอลอว์เป็นนักกฎหมาย ครอบครัวไอลอว์ก็เป็นนักกฎหมาย แต่เอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคม ถือว่าผิดกฎหมายอาญามาตรา 116”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามย้ำว่าจะมีการดำเนินคดีในส่วนนี้หรือไม่ พ.ต.อ.กอบ กล่าวว่า ถือว่าเป็นสิทธิของคนที่ได้รับผลกระทบ