กรมชลฯ ยันเขื่อนใหญ่มีที่ว่างพอรับน้ำเหนือ ก้อนน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาถึง กทม. ผ่านสมุทรปราการแล้ว เฝ้าระวังลุ่มน้ำบางปะกงใกล้ชิด เขื่อนแก่งกระจานพร้อมเต็มที่ป้องกันตัวเมืองเพชรบุรี 10-11 ต.ค.
เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงสถานการณ์น้ำ ว่า สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 68% และเขื่อนสิริกิติ์ 81% ยืนยันว่าเขื่อนทั้ง 2 แห่ง มีความจุที่เป็นที่ว่างเพียงพอกับการรับน้ำในภาคเหนือแน่นอน ส่วนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ที่มีปริมาณน้ำลดลงเช่นกัน
นายธเนศร์ กล่าวต่อไปถึงการบริหารจัดการปริมาณน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จากปัจจุบันที่คงการระบายไว้ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากมีความจำเป็นต้องพร่องน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน เพื่อรองรับในกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการพยากรณ์ไว้ว่า ช่วงวันที่ 5-11 ตุลาคม อาจจะมีฝนตกบริเวณ จ.กำแพงเพชร ในเขตแม่น้ำปิง และ จ.อุทัยธานี เราจึงจำเป็นต้องมีช่องว่างเพียงพอในการรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจจะตกเพิ่มขึ้นในเขตแม่น้ำปิง ทำให้เรามีความจำเป็นต้องคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตรานี้จะส่งผลต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ตั้งแต่ จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี กทม. และ จ.สมุทรปราการ
ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำที่มีการระบาย 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีนั้น มาถึง กทม. และไหลผ่าน จ.สมุทรปราการ แล้ว ตามที่ได้มีการสังเกตการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จะเห็นว่ายังทรงตัวอยู่ ทั้งในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา กทม. และปริมณฑล คงมีการเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่ริมตลิ่งที่อยู่นอกคันกั้นน้ำทั้งหมด รวมถึงตรวจตราคันกั้นน้ำทั้งในเขต จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมชลประทานร่วมกันในการดำเนินการตรวจสอบคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา
“เรามั่นใจว่าระดับน้ำที่เราระบายไปในปริมาณนี้ไม่มีผลกระทบที่จะล้นคันกั้นน้ำของ กทม. หรือปริมณฑล เข้าสู่ในเขตตัวเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งการเฝ้าระวัง จะเป็นเฝ้าระวังน้ำฝนที่จะตกในพื้นที่ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่า วันที่ 5 ตุลาคมหรือ 10-11 ตุลาคม อาจจะมีฝนตกมากในภาคกลาง”
ในส่วนของภาคตะวันตก ลุ่มน้ำแม่กลอง จะเห็นได้ว่าการระบายน้ำที่เขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี มีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ ส่วนปริมาณน้ำที่เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ จะต้องมีการบริหารจัดการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจะมีการระบายลงมาให้มีความเหมาะสม ไม่ส่งผลอย่างรวดเร็ว หรือมีผลกระทบมากจนเกินไป หรือบางครั้งอาจไม่มีผลกระทบเลย ตรงนี้เราจะบริหารจัดการน้ำร่วมกันในการระบายน้ำจากเขื่อนมาสู่เขต จ.ราชบุรี จ.กาญจนบุรี และ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นส่วนท้ายของแม่น้ำแม่กลอง
สำหรับสถานการณ์ตอนนี้คงต้องเฝ้าระวังในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ปัจจุบันน้ำท่วมอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี มีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ และลงมารวมกับแม่น้ำนครนายก ซึ่งปัจจุบันมีการลดการระบายน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลแล้ว น้ำดังกล่าวมารวมกันเป็นแม่น้ำบางปะกง สถานการณ์น้ำยังอยู่ในช่วงที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง เนื่องจากมวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีได้มาถึงตัวแม่น้ำบางปะกงแล้ว ซึ่งต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเขตตัวลุ่มน้ำบางปะกง
ส่วนของ จ.เพชรบุรี ด้านบนเหนือแม่น้ำเพชรบุรี ในเขื่อนแก่งกระจานซึ่งเป็นเขื่อนหลัก ทางอธิบดีกรมชลประทานได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักชลประทานในพื้นที่เร่งพร่องน้ำ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเร่งพร่องน้ำลงมาก่อน และให้มีการตรวจตราระบบระบายน้ำในเขต จ.เพชรบุรี ให้มีความพร้อมใช้งาน ปัจจุบันมีความพร้อมใช้งาน 100% ในการรับน้ำกรณีที่น้ำล้นเขื่อนหรือมีฝนที่ตกมากในเขต จ.เพชรบุรี เรามีความพร้อมเต็มที่ในการรับน้ำที่จะมาในตัวเมืองเพชรบุรี ที่มีแนวโน้มตั้งแต่วันที่ 10-11 ตุลาคม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงาน
นายธเนศร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับลักษณะฝนที่ตกในพื้นที่ภาคใต้ จะมีในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส ได้มีการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำที่จะรับน้ำฝนซึ่งตกในเขตภูเขาและหลากลงมาในพื้นที่เมือง โดยมีความพร้อมในการระบายน้ำในเขตพื้นที่ภาคใต้
ทางด้าน นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังจะลดลง เนื่องจากความกดอากาศสูงลดลง ส่วนในวันนี้จะมีฝนในภาคอีสานฝั่งตะวันตก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และในช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม จะขยับเน้นไปทางภาคตะวันตก หลังจากนั้นช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม จะเริ่มมีฝนหนักทางภาคใต้ และช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม พบว่ามีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน จ.เพชรบุรี ดังนั้น ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จะได้รับผลกระทบ ซึ่งได้ประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ไว้ด้วย



