“เดชรัต” ชี้น้ำท่วมกระทบพื้นที่เกษตรกว่า 1.64 ล้านไร่ จี้รัฐบาลเร่งเยียวยาภายใน 45 วัน เพิ่มวงเงินช่วยเหลือ-แก้เกณฑ์ตกหล่น-จัดทุนตั้งตัวใหม่”


วันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) และประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พรรคประชาชน แสดงความกังวลถึงสถานการณ์น้ำท่วมในด้านความเสียหายต่อภาคการเกษตร พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งกระบวนการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร โดยระบุว่า ข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม - 2 ตุลาคม 2569 พบว่า มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 144,738 ราย ใน 42 จังหวัด พื้นที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 1.64 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นนาข้าวกว่า 1.31 ล้านไร่ พืชไร่และพืชผักเกือบ 240,000 ไร่ และไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่นๆ กว่า 86,000 ไร่


ขณะที่ด้านปศุสัตว์ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 14,359 ราย ใน 26 จังหวัด สัตว์ได้รับผลกระทบกว่า 12.57 ล้านตัว โดยเฉพาะสัตว์ปีกกว่า 12.44 ล้านตัว ส่วนด้านประมงมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 5,012 รายใน 24 จังหวัด พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบกว่า 41,000 ไร่


นายเดชรัตกล่าวต่อไปว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงเพียงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะเกษตรกรจำนวนมากยังต้องเผชิญกับปัญหาต่อเนื่อง ทั้งพืชและสัตว์ที่ตายหรือเสียหาย ไม้ผลที่ยังไม่ตายแต่ไม่แน่ว่าจะสามารถฟื้นฟูได้ การขาดเงินทุนสำหรับเริ่มต้นการผลิตรอบใหม่ ราคาปัจจัยการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหลังเกิดภัยพิบัติ ตลอดจนภาระหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้นจนเกษตรกรบางส่วนเสี่ยงไม่สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้


โดยเฉพาะไม้ผล เช่น ทุเรียน แม้ต้นที่ถูกน้ำท่วมบางส่วนจะยังไม่ตายทันที และเกษตรกรพยายามเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้นไม้จะตายในภายหลัง ขณะที่มาตรการช่วยเหลือของรัฐยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม้ผลที่อยู่ในภาวะชะงักการเจริญเติบโตอย่างเพียงพอ


นายเดชรัต ยังกล่าวต่อไปว่า ปัญหาสำคัญอีกประการคือกระบวนการเยียวยาของภาครัฐที่ผ่านมาใช้เวลานาน บางกรณีกินเวลาถึง 5-6 เดือน เนื่องจากต้องผ่านทั้งการสำรวจความเสียหายและขั้นตอนอนุมัติหลายระดับ ขณะที่อัตราช่วยเหลือในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการเริ่มต้นใหม่ เช่น นาข้าวได้รับความช่วยเหลือ 2,240 บาทต่อไร่ ส่วนไม้ผลกรณีเสียหายทั้งหมดได้รับ 6,800 บาทต่อไร่ และกรณีชะงักการเจริญเติบโต 3,400 บาทต่อไร่


นอกจากนี้ เกณฑ์ช่วยเหลือด้านปศุสัตว์และประมงยังมีเพดานจำกัด เช่น โคหรือกระบือไม่เกิน 5 ตัว สุกรไม่เกิน 10 ตัว ไก่ไข่ไม่เกิน 1,000 ตัว และพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งหรือปลาไม่เกิน 5 ไร่ ทำให้เกษตรกรที่มีความเสียหายเกินกว่าเพดานดังกล่าวไม่ได้รับการชดเชยตามความเสียหายจริง


นายเดชรัตกล่าวว่า พรรคประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 6 ด้าน ได้แก่

1. เร่งฟื้นฟูไม้ผลที่ยังรอด โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องส่งทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมงบประมาณลงพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาต้นไม้และสวนที่ยังสามารถฟื้นฟูได้ และหากพยายามฟื้นฟูแล้วไม่สำเร็จจนต้นไม้ตายในภายหลัง ต้องให้ความช่วยเหลือในอัตราเดียวกับกรณีเสียหายทั้งหมด

2. คุมราคาปัจจัยการผลิตไม่ให้ซ้ำเติมเกษตรกร โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องกำกับดูแลราคาเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ สารเคมี และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่เกษตรกรจำนวนมากจำเป็นต้องเริ่มต้นการผลิตใหม่พร้อมกัน

3. เพิ่มอัตราและเพดานเงินช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความเสียหายจริง โดยรัฐบาลสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรีนำงบกลางมาช่วยเพิ่มเติมจากเงินทดรองราชการในระยะเร่งด่วน เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยดำเนินการในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554

4. จ่ายเงินเยียวยาให้เสร็จภายใน 45 วัน โดยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยี เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมและโดรน เข้ามาช่วยสำรวจความเสียหาย พร้อมกระจายอำนาจตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องรอเงินช่วยเหลือนานหลายเดือนเหมือนที่ผ่านมา

5. แก้เกณฑ์ทะเบียนเกษตรกร ไม่ให้คนเสียหายจริงถูกตัดสิทธิ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ผู้ทำกินบนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ และผู้เช่าที่ดิน รัฐควรเปิดช่องให้สามารถใช้หลักฐานอื่นยืนยันการทำเกษตรและความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้

6. ปรับโครงสร้างหนี้พร้อมเติมทุนให้เกษตรกรเริ่มต้นใหม่ โดยรัฐบาลควรหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจัดทำมาตรการที่มากกว่าการพักชำระหนี้ โดยต้องมีทั้งเงินทุนสำหรับเริ่มต้นการผลิตใหม่ ระบบประกันภัยพืชผล ระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ในช่วงที่ยังไม่มีผลผลิต และโครงสร้างการชำระหนี้ที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการเพิ่มรายได้เสริมในระยะแรก


นายเดชรัตระบุด้วยว่า ความเสียหายครั้งนี้ต้องมองไปถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีสัตว์ปีกได้รับผลกระทบกว่า 12.4 ล้านตัว รัฐบาลจำเป็นต้องติดตามและดูแลสมดุลการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนผลผลิต เช่น ไข่ไก่ จนส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและภาระตกไปถึงประชาชน

“การช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำท่วมจึงไม่ควรจบเพียงการจ่ายเงินชดเชยความเสียหาย แต่ต้องทำให้เกษตรกรมีทุน มีปัจจัยการผลิต และมีโครงสร้างหนี้ที่เอื้อต่อการกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง รัฐบาลต้องทำให้การเยียวยาครั้งนี้รวดเร็ว ไม่ตกหล่น และครอบคลุมตั้งแต่การรักษาสิ่งที่ยังรอด ไปจนถึงการเริ่มต้นการผลิตใหม่” นายเดชรัต กล่าว