ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สรุป 1 ปี “รัฐบาลอนุทิน” พบสถานการณ์คอร์รัปชันไทยย้อนแย้ง “วาทกรรม” นายกฯสร้างอุปสรรค แต่เกิดพลังใหม่คนไทยทุกภาคส่วนร่วมต้านโกง
วันที่ 5 ต.ค.2569 ACT หรือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยประธานองค์กรฯ สะท้อนภาพสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยในรอบ 1 ปีการบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เหมือนอยู่บนความย้อนแย้ง เพราะ “ชุดความคิด” ของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีการทุจริตอย่างน้อย “3 กรณี” กลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนงานต้านโกง แต่สังคมไทยกลับเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คนไทยทุกภาคส่วนร่วมต้านโกงอย่างมีเป้าหมายและเป็นระบบพร้อมก้าวสู่กติกาสากล
โดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯได้เผยแพร่บทความ “1 ปีนายกฯอนุทิน :คอร์รัปชันเป็นอย่างไร” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวและองค์กร สาระสำคัญโดยสรุป ความว่า หลายสิบปีผ่านมา ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดจากคนโกงเพียงไม่กี่คน แต่เติบโตและฝังรากลึกในโครงสร้างอำนาจอย่างเข้มข้น ทั้งระบบราชการและการเมือง ยุคนี้ยังมีนายทุนบางกลุ่มบางคนที่ยิ่งใหญ่จนแทรกแซงรัฐได้แทบทุกองคาพยพ ขณะเดียวกัน ในห้วง 1 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลภายใต้การนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เกิดคดีและเรื่องอื้อฉาวที่เชื่อมโยงคอร์รัปชันจำนวนมาก แม้บางกรณีเป็นเรื่องเก่าค้างคา แต่ก็ถูกขุดมาทวงถามต่อเนื่องเพราะกระบวนการไต่สวนสืบความเผยความจริงให้ปรากฏนั้นเชื่องช้าและค้านสายตาประชาชน
3 เรื่องใหญ่น่ากังวล
หากมองภาพรวมตลอด 1 ปีของ “รัฐบาลอนุทิน” มี 3 เรื่องใหญ่ที่น่ากังวล ประกอบด้วย
1. เรื่องอื้อฉาวและคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นหลายกรณีมีชื่อบุคคลในพรรคร่วมรัฐบาลปรากฏอยู่ด้วย
2. นอมินี ทุนเทา บัญชีม้า รุนแรงมากและมักเชื่อมโยงกับกลุ่มชนชั้นนำ ผู้มีอำนาจ รวมถึงนักการเมือง
3. ประชาชนไม่พอใจการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระฯ โดยเฉพาะ กกต. และ ป.ป.ช. มีหลายเรื่องที่สังคมกังขาว่า ผิดหลักนิติรัฐ ไม่เป็นธรรม และมีการครอบงำจากนักการเมืองใหญ่
ชี้วาทกรรมผู้นำเป็นอุปสรรคใหญ่
“แต่ละครั้งที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ต่อกรณีเหล่านี้ ด้วยเป็นวาทกรรมหรือคำพูดที่สะท้อนชุดความคิด ความเชื่อของผู้นำประเทศได้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการต่อต้านคอร์รัปชัน” นายมานะกล่าวและยกตัวอย่างถึง 3 กรณีที่เป็นข่าวและอยู่ในกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมได้แก่
(1) ..ใครกล้าพูดเรื่องสินบน ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวต่อสื่อมวลชนหลังจากภาคธุรกิจ (กกร. และเพื่อนไม่ทน) เผยผลสำรวจการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ ท่าทีนี้ทำให้คนไทยหวั่นเกรง เพราะไม่ต่างกับชี้นำและกระตุ้นให้ฟ้องปิดปากประชาชน
(2) โกงสอบท้องถิ่นเกิดจาก “คน” ไม่ใช่ระบบจึงไม่ต้องล้างบางหรือรื้อระบบกระทรวงมหาดไทย เป็นการปฏิเสธความจริง ว่าการโกงซ้ำๆ โกงมานานและโกงเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ จำเป็นต้องปฏิรูประบบครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่จับคนโกงไม่กี่คนที่หลักฐานมัดชัดเจนแล้วเรื่องจบ
(3) ..ปฏิเสธไม่เชื่อผลโพล เช่น CPI .. เพราะสำรวจจากความรู้สึกและทำให้ประเทศเสียหาย ทั้งที่การสำรวจนี้นานาชาติต่างยอมรับ การปฏิเสธทำให้หน่วยงานของรัฐและสังคมไทยขาดตัวอ้างอิงร่วมกัน ขาดปัจจัยกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเร่งแก้ไข
จุดย้อนแย้งเอกชนรวมตัวต้าน
นายมานะ กล่าวด้วยว่า สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาและนำพาสถานการณ์คอร์รัปชันไทยในรอบ 1 ปี ของรัฐบาลชุดนี้มาถึงจุดย้อนแย้ง นั้น ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันกล่าวว่า เป็นการเกิดของพลังใหม่โดยคนไทย ทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ทำให้คอร์รัปชันที่เหมือนไฟรุมเร้ามีเชื้อไฟแห่งความหวัง จากการที่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และเจ้าหน้าที่รัฐ ตื่นตัวและเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาต้องจริงจังเรื่อง การต่อต้านก่อนสายเกินไป ดังกรณีการขับเคลื่อนงานของกลุ่มต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น
กกร. และเพื่อนไม่ทน : เครือข่ายภาคธุรกิจที่รณรงค์และร่วมกันลงมือต่อต้าน ไม่ยอมให้สินบนกลายเป็นต้นทุนและภาระของคนไทย
กรรมการสิทธิมนุษยชน: รณรงค์ให้เห็นความเลวร้ายของการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิของประชาชนที่เชื่อมโยงกับคอร์รัปชัน
สภาองค์กรผู้บริโภค: ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ประชาชนในฐานะผู้บริโภค มิให้ถูกเอาเปรียบ
สถาบันเพื่อการยุติธรรมฯ(TIJ): รณรงค์ให้กระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยยึดมั่นหลัก นิติธรรม พร้อมเชื่อมโยงองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งให้เข้าใจและร่วมมือกับไทย
“รัฐบาลยังได้ใช้กลไกพิเศษในการต่อสู้คอร์รัปชันด้วยการดึงภาคเอกชนและภาคประชาชนมาร่วมทำงานในรูปของคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ชุดที่มีรองนายกฯ ปกรณ์ นิลพันธุ์ เป็นผู้ดูแลเป็นกลไกหลักในการรับฟัง สร้างความร่วมมือ ความเข้าใจและความเชื่อมั่น เพื่อพัฒนากฎหมาย ระบบราชการและการบริการประชาชน แนวทางเปิดกว้างเช่นนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสองรัฐบาลที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลและยึดถือประโยชน์ของประชาชน เป็นศูนย์กลาง”
อีกแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตา ยังหมายถึงการที่ไทยต้องเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก 4 องค์กรสากล ได้แก่
OECD แม้คืบหน้าไปราว 60% แต่ยังติดขัดหลายอุปสรรคสำคัญ เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม การแข่งขันทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียม ระบบรัฐไม่ทันสมัย ฯลฯ โดยทุกการเปลี่ยนแปลงต้องพร้อมรับการตรวจสอบจาก OECD เป็นระยะว่าเรา “ลงมือทำจริง”
อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน “OECD Anti – Bribery Act” ยื่นสมัครแล้ว แต่ไทยยังต้องแก้กฎหมาย กลไกและกระบวนการตรวจสอบเอาผิด ลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันอย่างครอบคลุมฐานความผิดตามมาตรฐาน OECD การเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership - OGP) กำหนดให้ไทยต้องยึดมาตรฐานสากลในการเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐอย่างครอบคลุมทุกหน่วยงาน พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าถึงง่ายได้จริง
การทำข้อตกลงการค้า FTA Thai - EU เป้าหมายคือเจรจาให้เสร็จสิ้นในปี 2569 โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทุกกลุ่มอย่างรอบคอบ
แรงกดดันจากพลังทางสังคมใหม่ๆ ดังที่กล่าวมา ช่วยส่งผลให้ภารกิจเหล่านี้มีหน่วยงานรัฐและเอกชนร่วมเป็นแม่งานจำนวนมาก โดยไม่ปรากฏสัญญาณต่อต้านหรือขัดแย้งด้วยเชื่อว่าบ้านเมืองถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรอบด้านเสียที หลังพูดกันมากว่าสิบปี
“องค์กรฯ มีความหวังเป็นอย่างมากว่า หากมีการสนับสนุนอย่างจริงจังและมุ่งมั่นจากท่านนายกฯ ขบวนการแก้ปัญหาคอร์รัปชันก็อาจเกิดขึ้นได้จริง” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าว