“อนุทิน” ประชุมคอนเฟอเรนซ์จากบุรีรัมย์ ติดตามน้ำท่วม เผยหลายพื้นที่สถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดี แต่ยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังสูง กำชับการช่วยเหลือ-บริหารจัดการ ย้ำจัดเวรเจ้าหน้าที่ไม่ให้อ่อนล้า
วันที่ 4 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากห้องประชุมพนมรุ้ง ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่มาประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยวันนี้เป็นวันที่ 5 ของการประชุมรายวัน ได้รับรายงานว่าหลายพื้นที่สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังอย่างสูง จึงต้องอัปเดตสถานการณ์ ตรวจความพร้อมรับมือในการให้ความช่วยเหลือ การฟื้นฟูเยียวยา รวมถึงเฝ้าระวังมวลน้ำระลอกใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย
โดยเมื่อวานนี้ (3 ตุลาคม 2569) ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทและจังหวัดนครสวรรค์ ไปที่ศูนย์อพยพเพื่อติดตามการดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องคือการจัดศูนย์พักพิงให้พร้อมในทุกพื้นที่ที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มเปราะบาง เด็ก และผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้จำกัด พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม การสาธารณสุข ยา การรักษาพยาบาล ไฟฟ้า และน้ำประปาที่จำเป็น รวมถึงวางแผนพากลับบ้านอย่างปลอดภัยเมื่อน้ำลด
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปอีกว่า จากที่เห็นสภาพในศูนย์พักพิง การนำผู้ประสบภัยมายังศูนย์พักพิงในช่วงที่เกิดอุทกภัยน่าจะมีความลำบากมากกว่า หากเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพราะช่วงนี้มีการประชุมทุกวันและได้รับข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา หากมีพื้นที่เสี่ยงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตัดสินใจและสั่งการให้เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางไปพำนักที่ศูนย์พักพิงก่อนเกิดเหตุการณ์ เพราะเมื่อเกิดเหตุจะต้องตั้งรับสถานการณ์ ทั้งการสูบน้ำ ระบายน้ำ จัดหาเวชภัณฑ์ ยา และอาหาร หากต้องเข้าไปเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในขณะที่บ้านเรือนยังมีน้ำท่วมจะเป็นการเพิ่มภาระงาน
ทั้งนี้ ขอให้บริหารจัดการการช่วยเหลือ การสื่อสาร และการรับบริจาคสิ่งของให้ดี เพื่อให้เป็นประสบการณ์ที่ดีของทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยต้องคำนวณปริมาณการใช้ทรัพยากรต่างๆ ไม่ให้มีมากเกินจนเกิดการบูดเน่า หรือไม่มีการบริหารจัดการ และต้องไม่ให้สิ่งของที่จำเป็นไปไม่ถึงพื้นที่ หรือไปกระจุกอยู่ในจุดเดียว พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประเมินจากลักษณะการตั้งศูนย์ประสบภัยในช่วงที่มีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดใดมีความพร้อม มีสิ่งของเครื่องใช้ มีการจัดหาหรือได้รับบริจาคมาก ก็ให้เป็นศูนย์กระจายไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่นที่มีความพร้อมน้อยกว่า
“วันนี้จะหารือเพื่อเร่งเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 4-10 ตุลาคมนี้ โดยฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกบางแห่ง ส่วนฝั่งตะวันตกจะครอบคลุมทุกพื้นที่ ขณะที่พื้นที่ที่มีฝนสะสมอาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มได้ ทั้งนี้ ต้องรอยืนยันจากกรมอุตุนิยมวิทยาอีกครั้งเพื่ออัปเดตข้อมูลในแต่ละวัน สำหรับนำไปวางแผน บริหารสถานการณ์ และเตรียมพร้อมเผชิญเหตุ”
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคใต้เร่งทบทวนแผนเผชิญเหตุ โดยย้ำให้ดำเนินการเป็นรายอำเภอ ระบุพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน เตรียมศูนย์พักพิง เครื่องสูบน้ำ เรือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อาหาร ยา และทีมแพทย์ให้พร้อมก่อนฝนมา หากต้องอพยพประชาชนล่วงหน้า ต้องมีผู้รับผิดชอบไปจนถึงจุดที่ปลอดภัย และขอให้เสนาธิการทหารประสานแม่ทัพภาคที่ 4 ตลอดจนฝ่ายปกครองในพื้นที่ภาคใต้ ให้มีการบูรณาการเตรียมการกู้ภัยเป็นชุดปฏิบัติการเดียวกัน สิ่งใดที่ทำล่วงหน้าได้ก็ให้สั่งการได้เลย โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ ได้ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกับแม่ทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และฝ่ายปกครอง เพื่อบริหารสถานการณ์ร่วมกันโดยไม่มีการแยกกัน ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบตามลุ่มน้ำสำคัญ นายกรัฐมนตรีขอให้มีศูนย์บัญชาการทำงานตลอดเวลา จัดเวรเจ้าหน้าที่ไม่ให้เกิดความอ่อนล้า พร้อมแจ้งเตือนประชาชนด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย และทันเวลา โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นส่วนกลางด้านข้อมูล ประสานข้อขัดข้องและติดตามผลการให้ความช่วยเหลือจนถึงระดับพื้นที่ ผ่านระบบการบริหารตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า โฆษกรัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์สื่อสารประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ดังนั้น การสื่อสารต้องสรุปเหตุการณ์ที่ดำเนินการไปแล้ว พร้อมแจ้งประชาชนว่าในช่วงนี้ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ สิ่งใดเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ และต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร
อีกทั้งขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมสถานพยาบาล ทีมพยาบาล และเวชภัณฑ์ต่างๆ ให้พร้อม รวมถึงศูนย์อพยพให้มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยโรงพยาบาลชุมชนหรือสถานพยาบาลในพื้นที่ หากมีความสามารถในการรับผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ ก็ให้พิจารณานำผู้ป่วยไปอยู่ในสถานพยาบาล เนื่องจากจะได้รับการดูแลสุขภาพจากทีมแพทย์และพยาบาล นอกจากนี้ ขออย่าให้บุคลากรทางการแพทย์ควงกะจนเหนื่อยล้า จนกระทบต่อการวินิจฉัยโรคหรือการตรวจสุขภาพ เพราะหลังน้ำท่วมจะต้องเผชิญกับสภาพขยะ น้ำเน่า และกลิ่นเหม็น
ส่วนพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการเน่าเสียของน้ำ สิ่งปฏิกูล และขยะมูลฝอย รวมถึงการระบายน้ำที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ทำให้คุณภาพน้ำท่วมขังแย่ลง ดังนั้นต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการวางแผนระบายน้ำออกนอกพื้นที่ พร้อมขอให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการประชุม รับทราบสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนและมีความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนรับทราบด้วย
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ข้อมูลล่าสุดของ ปภ. ก่อนการประชุมวันนี้ ระบุว่ายังมีสถานการณ์อุทกภัยใน 26 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 3.24 ล้านคน และจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย
