“พงศกร” โต้ กทม. ปมยกเลิกเวนคืนที่ดินเป่าโครงการ “แก้มลิง-บึงรับน้ำคู้บอน” หายจากผังเมือง ย้ำใช้งบฯ จริงแค่ 324 ล้าน ไม่ใช่ 1.1 หมื่นล้าน ซัดโยนบาปให้ผู้ว่าฯ คนก่อน
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร(กทม.) ยุคผู้บริหารชุดก่อน แถลงชี้แจงข้อกล่าวหาของ กทม. ชุดปัจจุบันกรณีการล้มโครงการเวนคืนที่ดินเพื่อทำโครงการแก้มลิงรับน้ำคลองคู้บอน ว่าโครงการแก้มลิงคลองคู้บอนเป็นโครงการสำคัญตามแนวพระราชดำริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ซึ่งผู้บริหาร กทม. ยุคพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ตั้งใจให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายดำเนินมาตั้งแต่ปี 2560 แม้จะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ตาม พ.ร.บ. การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 แต่ตลอดปี 2562–2565 ผู้บริหาร กทม. ชุดก่อนได้ทำตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำประชาพิจารณ์, การรังวัด, การจัดงบประมาณ และการร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เวนคืนที่ดิน ซึ่งขั้นตอนไปจ่ออยู่ที่กระทรวงมหาดไทยและ ครม. พร้อมออกเป็นกฎหมายแล้ว
นายพงศกร ยังได้นำเอกสารงบประมาณในโครงการนี้มาแสดงชี้แจงประกอบด้วยว่ายอดเงินเวนคืนที่ดินที่ กทม. เสนอไว้เดิมอยู่ที่ 324 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าทดแทนที่ดิน 266 ล้านบาท, ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 50 ล้านบาท, รวมค่าทดแทน 317 ล้านบาท และปรับเพิ่มร้อยละ 2 ตามระยะเวลาอีกประมาณ 6 ล้านบาท ไม่ได้ใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท ตามที่ผู้บริหาร กทม. ชุดนี้กล่าวอ้าง ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างอีกว่า ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นจากการเข้าไปจัดสรรหรือปลูกสร้างอาคารเพิ่มเติมนั้น นายพงศกร กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ. เวนคืนฯ พ.ศ. 2562 มาตรา 23 กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากภาครัฐได้แจ้งหรือประกาศเวนคืนแล้ว สิ่งปลูกสร้างหรือการพัฒนาที่ดินที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะไม่ถูกนำมาคิดประเมินเพิ่มในการจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น หากผู้บริหาร กทม.ชุดนี้ บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง กรอบงบประมาณก็ยังคงอยู่ที่ 324 ล้านบาทเท่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนมือถือครองที่ดินหรือการขอจัดสรรที่ดินเป็นอำนาจของกรมที่ดิน ไม่ใช่ กทม. แต่ในทางปฏิบัติ วิญญูชน หรือนักลงทุนทั่วไป ย่อมทราบดีว่า ที่ดินติดประกาศเวนคืนย่อมไม่คุ้มค่าที่จะลงสร้างหมู่บ้านจัดสรร เว้นแต่จะมีปัจจัยอื่นแทรกแซง
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตและมีคำถามสำคัญไปยังผู้บริหาร กทม. ชุดปัจจุบันที่เกี่ยวกับความผิดปกติของการยกเลิกโครงการเวนคืนที่ดินในการทำบึงรับน้ำคลองคู้บอน ว่ามันเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ คือ บังเอิญที่ 1. ที่ดินโครงการบึงรับน้ำคลองคู้บอน กลับกลายไปเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร เหตุบังเอิญที่ 2. หมู่บ้านจัดสรรดังกล่าว มีผู้บริหารหรือเจ้าของ ที่มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เหตุบังเอิญที่ 3. ผู้ว่า กทม. คนที่สั่งให้ทบทวนโครงการ นำไปสู่การล้มโครงการเวนคืนที่ดินแก้มลิงบึงรับน้ำคู้บอน แล้วเปลี่ยนไปทำโครงการอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำแทนที่ใช้งบประมาณสูงมากแทน ประชาชนคนกรุงเทพฯ ต้องตัดสินใจเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องบังเอิญจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ไม่บังเอิญแน่ๆ คือ กทม.และคนกรุงเทพฯ ต้องเสียโอกาสในการมีแก้มลิงรองรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญ 1 ใน 6 บึงรับน้ำที่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากถึง 870,000 ลูกบาศก์เมตร เพราะตามแผนโครงการเดิมจะมีพื้นที่รวม 130 ไร่ เพื่อรองรับการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ โซนตะวันออก จึงขอเรียกร้องให้คนกรุงเทพฯ และสังคมไทยร่วมกันตรวจสอบ