“รัดเกล้า” กระทุ้ง พม. รื้อระบบดูแล “ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว” ปลดล็อกวิกฤตการเสียโอกาส ชู แก้เหลื่อมล้ำตรงจุด
วันที่ 2 ต.ค.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (1 ต.ค.2569) วาระการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่อง “มาตรการส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว” (1 ตุลาคม 2569) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวทั่วประเทศ
นางรัดเกล้า ระบุว่า จากข้อมูลสถิติพบผู้หญิงไทยจำนวนมาก หรือคิดเป็นเกือบ 80–90% ของกลุ่มเปราะบาง ต้องตกอยู่ในสภาวะแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องแบกรับภาระการเลี้ยงดูบุตรและหารายได้เพียงลำพัง ยิ่งไปกว่านั้น ภายหลังจากที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม การนิยามคำว่าครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่สตรีอีกต่อไป แต่จะครอบคลุมถึงพ่อเลี้ยงเดี่ยว รวมถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างหนัก
นางรัดเกล้า จึงได้ยื่นคำถามสำคัญ 3 ด้าน (เงิน-เวลา-นโยบาย) ต่อรัฐบาล ว่า
1. ด้านเงินและที่อยู่อาศัย ภาครัฐมีแผนจัดตั้งกองทุนเฉพาะ หรือเพิ่มสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและที่อยู่อาศัยแก่ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวทุกกลุ่มเพศหรือไม่
2. ด้านเวลาและการทำงาน รัฐบาลมีนโยบายสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดรูปแบบการทำงานยืดหยุ่น (Flexible Hours) หรือสร้างบรรยากาศการทำงานที่เข้าใจภาระของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวอย่างไร
3. ด้านมาตรการเชิงนโยบาย แบ่งได้ 3 หมวดย่อย คือ 1. สวัสดิการ มีแผนบูรณาการสวัสดิการที่ปัจจุบันกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ให้เข้าถึงง่ายขึ้นอย่างไร 2. เศรษฐกิจและการพัฒนาตนเอง รัฐจะสนับสนุนโอกาสการเพิ่มทักษะ (Reskill/Upskill) และการดูแลสุขภาวะให้แก่ผู้เลี้ยงเดี่ยวที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาอย่างไร 3. กฎหมายการส่งเสียเลี้ยงดู รัฐจะมีกลไกช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เลี้ยงดูบุตร กรณีที่อดีตคู่สมรสผิดสัญญาไม่จ่ายค่าส่งเสียเลี้ยงดู เพื่อไม่ต้องแบกรับภาระคดีความเพิ่มเติม
ในการตั้งกระทู้ถามรอบที่ 2 นางรัดเกล้า ได้อภิปรายย้ำว่า แม้ พม. จะมีศูนย์สร้างงานสร้างอาชีพ แต่ข้อจำกัดที่แท้จริงของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวคือเรื่องเวลา เนื่องจากไม่สามารถทิ้งเด็กไว้ตามลำพังได้ ส่งผลให้ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้จริง
นางรัดเกล้า ได้เสนอแนวทางแก้ไขและตั้งข้อสังเกต 3 ประการ คือ
1. การสูญเสียโอกาส (Loss of Opportunity) จากการหารือกับสถานทูตญี่ปุ่น ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลงไม่ได้มาจากเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเสียโอกาสในชีวิต การมีศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กที่ได้มาตรฐานและเข้าถึงง่ายจึงเป็นตัวปลดล็อกสำคัญให้พ่อแม่สามารถทำงานควบคู่กับการเลี้ยงลูกได้
2. ขยายเวลาเปิด-ปิดศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ศูนย์รับเลี้ยงเด็กของรัฐส่วนใหญ่เปิด-ปิดตามเวลาราชการ (ประมาณ 16.00 น.) ซึ่งไม่สอดคล้องกับเวลาเลิกงานของประชาชนหรือแรงงานโรงงาน (17.00–18.00 น.) ทำให้ผู้ปกครองเสี่ยงโดนเลิกจ้างหรือหักคะแนน หากต้องออกจากงานมารับลูก
3. ผลักดันศูนย์เด็กเล็กต้นแบบ ขอให้รัฐสภาเป็นองค์กรต้นแบบในการจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กให้แก่ลูกหลานเจ้าหน้าที่และ สส. พร้อมฝาก พม. ขยายผลไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ
นางรัดเกล้า ยังได้เสนอข้อเสนอนโยบายเร่งด่วน โดยขอให้ขยายการจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า (อายุต่ำกว่า 6 ปี) และพิจารณาให้เงินช่วยเหลือส่งตรงถึงตัวเด็กโดยตรง พร้อมยกตัวอย่างเคสสะเทือนใจจากการลงพื้นที่จริง
“เคยเจอคุณยายเข็นรถขยะขาย ในรถมีเด็กวัย 2 ขวบ นั่งมา สภาพเป็นแผลพุพอง เล็บดำ เลือดและหนองไหล มีแมลงวันเกาะทั่วตัว เมื่อพยายามหาทางช่วยเหลือ กลับพบปัญหาสิทธิเชิงโครงสร้าง เนื่องจากแม่เด็กย้ายไปมีครอบครัวใหม่และทิ้งเด็กไว้ ยายจึงนำเด็กมาใช้เป็นเครื่องมือในการขอทาน พอจะย้ายสิทธิการรักษาพยาบาลมารักษาบาดแผล กลับทำไม่ได้เพราะกฎหมายระบุว่าต้องให้แม่แท้ๆ มาดำเนินการ ซึ่งไม่สามารถตามหาตัวแม่ได้แล้ว” นางรัดเกล้า กล่าวและ
ทิ้งท้ายโดยฝากให้ รมว.พม. เร่งแก้ไขปัญหากฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน เพื่อไม่ให้ข้อติดขัดทางเอกสารกลายเป็นอุปสรรคในการคุ้มครองสวัสดิภาพและชีวิตของเด็กตกหล่นในสังคม
ทั้งนี้ รมว.พม. ได้ขอข้อมูลเคสเด็กดังกล่าวจากนางรัดเกล้าทันที เพื่อส่งทีมสหวิชาชีพ ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กโดยเร่งด่วน พร้อมยืนยันว่ากระทรวง พม. กำลังเร่งดำเนินโครงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางภายในกระทรวง และเจรจาเชื่อมโยงข้อมูลข้ามกระทรวง เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรและการจ่ายเงินสวัสดิการสังคมของภาครัฐเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด