“ไอซ์ รักชนก” ซัด พรรคภูมิใจไทยบริหารน้ำท่วมล้มเหลว ชี้ ทำผิดขอโทษได้ ไม่ตาย ย้อน “อนุทิน” อย่าบูลลี่คนไม่มีพ่อแม่ มันสะท้อนวุฒิภาวะ เหน็บเป็นผู้นำประเทศควรเห็นอกเห็นใจประชาชนทุกกลุ่ม
วันที่ 1 ต.ค. 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการบริหารจัดการน้ำท่วมของพรรคภูมิใจไทยผ่านการตั้งโรงครัว โดยในช่วงแรกนางสาวรักชนก ปฏิเสธที่จะตอบคำถามและขอให้สื่อมวลชนมุ่งเน้นประเด็นการผลักดันเรื่องประกันสังคมและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. แต่ผู้สื่อข่าวท้วงติงว่าเป็นประเด็นทางสังคมที่พรรคประชาชนขับเคลื่อนและมีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ทำให้นางสาวรักชนก อนุญาตให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม
นางสาวรักชนก กล่าวถึงกรณีโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์โรงครัวของพรรคภูมิใจไทยที่ส่งอาหารให้ผู้ประสบภัยว่า แม้การส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันจัดส่งอาหารอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สะท้อนถึงวิธีคิดของพรรคภูมิใจไทยในการบริหารจัดการวิกฤต ซึ่งเพียงแค่การส่งอาหารให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างแท้จริงยังไม่สามารถวางแผนได้ จึงสะท้อนถึงการบริหารจัดการวิกฤตทั้งระบบ พร้อมตั้งคำถามว่าหากเป็นเรื่องอื่นประชาชนจะสามารถไว้วางใจให้ดูแลประเทศได้หรือไม่ โดยระบุทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า “ทำผิดขอโทษได้ ไม่ตาย พอแล้วนะคะ”
เมื่อถามถึงความรู้สึกเสียดายที่เคยลงมติให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีในอดีตจนนำมาสู่การบริหารจัดการในปัจจุบัน นางสาวรักชนก กล่าวว่า ในขณะนั้นคิดเพียงว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนการจัดการน้ำขณะนี้จะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น มองว่าปัจจุบันประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมคงเห็นถึงความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤตแล้ว และหลังจากนี้ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเองถึงความรับผิดชอบทางการเมืองว่ายังคงไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่
สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดเรื่องพ่อแม่ นางสาวรักชนก กล่าวว่า ระดับผู้นำประเทศควรเห็นอกเห็นใจประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีพ่อแม่ดูแลมาตั้งแต่เด็ก
“อย่าเอามาบูลลี่กัน อย่าเอาสิ่งที่คนคนหนึ่งไม่สามารถที่จะบังคับกะเกณฑ์ชีวิตตัวเองได้ ไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าจะมีสิ่งนั้นหรือไม่มาด้อยค่ากัน เพราะมันจะทำให้เห็นถึงวุฒิภาวะของท่านเอง แล้วการที่ท่านอาจจะกระแทกแดกดันคนคนหนึ่งเพราะท่านไม่ชอบหน้าเขา แต่ท่านเอาสิ่งที่เขาขาดหรือบกพร่องในชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเลือกเองไม่ได้มาเป็นเครื่องเหยียดหยาม หรือเป็นการบูลลี่ ดิฉันก็คิดว่ามันเป็นเครื่องสะท้อนวิธีคิดของท่านว่าไม่ได้มีความระวัง ไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่า empathy หรือความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์อยู่แล้ว ถ้าเราตอบโต้ทางการเมืองก็เอาประเด็นการเมือง แต่การไปบูลลี่หรือเหยียดหยามพยายามด้อยค่าว่าบุคคลคนหนึ่งไม่มีพ่อแม่คอยอบรมสั่งสอนเหมือนตัวเอง ดิฉันก็คิดว่าคนที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ติดตัวมาด้วยตั้งแต่ตัวเองเกิด มันไม่ได้เป็นความผิดของเขา แต่อย่างตัวท่านนายกฯ เองที่มีพ่อมีแม่คอยอบรมสั่งสอน เดี๋ยวคำถามมันจะย้อนกลับไปหาท่านเองว่า ขนาดมีพ่อแม่อบรมสั่งสอนมาแล้ว แต่ก็มาได้เท่านี้” นางสาวรักชนก กล่าว
