“สกลธี” เผย “กมธ.สธ. สภาฯ” เกาะติด โครงการ อสพ.ใหม่ หวั่นถูกกล่าวหาโยงการเมืองท้องถิ่นซ้ำ หลังพบอาสามากถึง 65% ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านสาธารณสุข แนะสังคมช่วยจับตา 


วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล ในฐานะประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาฯ เปิดเผยว่า วันนี้ กมธ.การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรได้เชิญตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนวิชาชีพพยาบาลมาให้ข้อมูลเรื่องนโยบายอาสาพยาบาล (อสพ.) ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เพราะกังวลถึงความซ้ำซ้อนเรื่องงานกับ อสม. และควรจะนำงบประมาณไปบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่รอการบรรจุมากกว่า ซึ่งได้ข้อมูลที่น่ากังวลมาก เพราะเกณฑ์ในการคัดเลือกอาสาพยาบาล (อสพ.) ที่จะรับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท นั้น กำหนดให้จบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ โดยถ้าเกี่ยวเนื่องกับวิชาชีพสาธารณสุขจะอบรมน้อยกว่า แต่การคัดเลือกทำโดยการสัมภาษณ์จากคณะกรรมการที่มีสาธารณสุขจังหวัดเป็นประธาน และได้ข้อมูลเพิ่มว่ามีการเมืองท้องถิ่นเช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่ในการคัดเลือกด้วย และเกณฑ์ในการรับก็ใช้การสัมภาษณ์อย่างเดียวเท่านั้น จึงได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขส่งรายละเอียดองค์ประกอบของคณะกรรมการคัดเลือกทั้ง 76 จังหวัดมาให้ กมธ.ได้รับทราบด้วย


“เบื้องต้นในปี 2569 นี้ อสพ. ตามเกณฑ์ใหม่ จะเริ่มทำงานได้วันที่ 1 ธันวาคมนี้ และจะรับตำบลละหนึ่งคน รวมแล้วเป็นจำนวน 7,256 คน เป็นวงเงินจำนวนกว่า 1,000 ล้านบาท และในปีที่สองและสาม จะรับต่อเนื่องจนครบประมาณ 70,000 คน โดยจะเป็นงบประมาณที่ใช้ตกปีละประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า ที่ต้องเป็นอาสาพยาบาล เพราะไม่ต้องมีภาระผูกพันในเรื่องการขึ้นเงินเดือน หรือสิทธิสวัสดิการต่างๆ โดย กมธ.หลายท่านรวมทั้งตนเอง ได้ให้ความเห็นว่า แม้พยาบาลวิชาชีพจะมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000 บาท และสิทธิการเพิ่มขึ้นตามอายุการทำงาน แต่ในระยะยาวน่าจะคุ้มค่ากว่า เพราะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยังขาดแคลนอัตราของพยาบาลวิชาชีพที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการแพทย์อยู่ 

จึงได้ฝากสำนักงบประมาณที่มาด้วยว่า จะเปรียบเทียบแค่ความคุ้มค่าด้านเงินเดือน 15,000 บาทกับ 18,000 บาทเท่านั้นไม่ได้ ควรจะต้องดูเรื่องผลของงานด้วยเพราะหน้าที่ของอาสาพยาบาลไม่น่าจะมีภาระที่หนีไปจาก อสม. จึงควรเอาเงินนี้ ทยอยจ้างบรรจุพยาบาลวิชาชีพถึงแม้ได้จำนวนน้อยกว่าแต่ประสิทธิภาพอาจจะดีมากกว่า ผมยังกังวลถึงเรื่องความเชื่อมโยงทางการเมืองในการคัดเลือกอสพ.ด้วย เพราะไม่ได้มีอะไรจะการันตีได้เลยว่า เป็นการเลือกจากความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว เพราะกังวลว่าอาสาพยาบาลจะถูกกล่าวหาเป็นหัวคะแนนอาสาของนักการเมืองซ้ำอีก” นายสกลธี กล่าว

ประธาน กมธ. สาธารณสุข สภาฯ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ กมธ.จะติดตามต่อไป แม้ว่าในขั้นตอนแรกนี้จะยับยั้งไม่ได้ เพราะงบประมาณได้ผ่านสภาไปแล้ว และที่น่ากังวลคือ 100% ของอัตราอาสาภิบาลที่บรรจุไปแล้ว เป็นบุคคลที่จบปริญญาตรีทั่วไป 65% ปริญญาตรีที่เกี่ยวเนื่องกับการสาธารณสุข 27% และเป็นบุคลากรทางสาธารณสุขที่ผันตัวมาสมัครเพียง 7-8% จะเห็นได้ว่า เป็นบุคคลที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการสาธารณสุขเลย ซึ่งมีมากถึง 65% จึงน่ากังวลมาก ผมอยากให้สังคมช่วยกันจับตาโครงการนี้ต่อไปด้วยกัน นอกจากนี้ กมธ. ได้เน้นย้ำไปถึงกระทรวงสาธารณสุขให้เร่งส่งทีมแพทย์ และพยาบาลลงพื้นที่เพื่อเยียวยาและดูแลสุขภาพของประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมหนักในครั้งนี้เป็นการเร่งด่วน ในเรื่องสุขภาพของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม อาทิ โรคฉี่หนู, โรคท้องร่วง และโรคเท้าเปื่อย เพราะที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ไม่พบเห็นตัวแทนจากสาธารณสุขลงพื้นที่ดูแลประชาชนเลย