“สกลธี” ชี้ กระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินเลื่อน “ดีดีการบินไทย” สอบตกบริหารวิกฤติและการบริการ ลอยแพผู้โดยสาร ทำชื่อเสียงประเทศพัง จี้คมนาคมชดเชยเชิงรุก ทบทวนสัญญาสัมปทานบริการภาคพื้นระยะยาว 25 ปี
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ช่วงหนึ่งของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา โดย นายสกลธี ภัททิยกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีวิกฤติการบริการภาคพื้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ก่อให้เกิดปัญหาเที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้างสะสม และการประกาศระงับบริการขนส่งสินค้า (คาร์โก้) จนสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศไทย
นายสกลธี กล่าวว่า แม้ปัจจุบันการบินไทยจะพ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นสายการบินแห่งชาติที่ผูกติดกับชื่อเสียงของประเทศ เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมา ทั้งเรื่องสัมภาระล่าช้ากว่า 6-8 ชั่วโมง ผู้โดยสารไม่ได้รับการแจ้งเตือน บางเที่ยวบินเครื่องบินออกไปแล้วแต่สัมภาระไม่ได้ไปด้วย ตลอดจนกระเป๋าตกค้างสะสมสูงถึงกว่า 10,000 ใบ และมีการยกเลิกเที่ยวบินร่วม 40-50 เที่ยว ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
“เรื่องนี้คงโทษใครไม่ได้ การบินไทยต้องรับผิดชอบแน่นอน ตัวดีดี หรือ CEO ของการบินไทย ท่านอาจจะเก่งในเรื่องการฟื้นฟูทางการเงินให้บริษัทมีกำไร แต่ในแง่การบริหารวิกฤติและการบริการท่านสอบตกและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ท่านทำเหมือนใจดำที่ปล่อยทิ้งให้พนักงานภาคพื้นดินตัวเล็กๆ ต้องคอยรับหน้า โดนผู้โดยสารต่อว่าจนร้องไห้ โดยที่ผู้บริหารไม่ได้ลงมาดูแลจัดการปัญหาหน้างานอย่างทันท่วงที”
นายสกลธี ยังได้ย้อนไทม์ไลน์เหตุการณ์พร้อมระบุว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติ (CAAT) มีคำเตือนเรื่องสภาพอากาศและฝนตกหนักล่วงหน้าแล้ว ขณะที่สายการบินอื่นสามารถบริหารจัดการรับมือได้ดี แต่การบินไทยกลับปล่อยให้พนักงานภาคพื้นเดินทางกลับบ้าน จนเมื่อเกิดปัญหากระเป๋าตกค้างก็ไม่สามารถบริหารจัดการพนักงานมาปฏิบัติงานทดแทนได้ทัน ทั้งยังพบข้อมูลว่าปัญหาเกิดจากการที่การบินไทยเร่งไปให้บริการแก่สายการบินอื่นที่เป็นคู่สัญญาก่อนเพราะเกรงจะถูกปรับ จนกลายเป็นการลอยแพผู้โดยสารของสายการบินตนเอง พร้อมตั้งคำถามสำคัญต่อกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. สาเหตุของปัญหาและความล่าช้าในการแก้ไข เหตุใดกระทรวงคมนาคมที่มีตัวแทนเป็นบอร์ด และกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นใหญ่ จึงปล่อยปละละเลยให้เกิดปัญหาสนั่นเมืองถึง 5 วัน กว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะลงพื้นที่ตรวจหน้างาน
2. มาตรการชดเชยผู้โดยสารเชิงรุก รัฐบาลและการบินไทยจะมีแนวทางชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างไร โดยขออย่าอ้างเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติมาปฏิเสธความรับผิดชอบ และควรจ่ายชดเชยให้ครอบคลุมถึงค่าตั๋วเครื่องบินที่ต้องเปลี่ยน ค่าโรงแรมที่สูญเปล่าจากการต่อเครื่องไม่ทัน พร้อมเรียกร้องให้การบินไทยใช้ระบบฐานข้อมูลผู้โดยสารที่มีอยู่ ติดต่อยื่นข้อเสนอชดเชยไปยังผู้เสียหายโดยตรง (คือทำงานเชิงรุก) โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเดินทางมาติดต่อเรียกร้องเอง
3. การทบทวนสัญญาสัมปทานบริการภาคพื้นระยะยาว เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการอนุมัติสัญญาสัมปทานผู้ให้บริการภาคพื้นดินรายที่ 3 มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 กันยายน และเตรียมจะลงนามสัญญายาวถึง 25 ปี โดยมองว่าเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปสำหรับสัญญาประเภทการให้บริการ (Service Contract) และควรกำหนดระยะเวลาให้สั้นลง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไข KPI ให้สภาและประชาชนได้รับทราบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผูกขาดและไร้ประสิทธิภาพในอนาคต
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่า ภาพที่พนักงานที่เป็นกราวด์ต้องมารับแรงกดดัน ตนก็เห็น ยืนยันกระทรวงคมนาคมไม่ได้ปล่อยปละและเรียกมาพูดคุยตลอด แต่ไม่ได้เป็นข่าว และได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเสริมในวันที่ 27 กันยายน ตนเชื่อเช่นเดียวกันคือที่ช้าเพราะต้องไปเซอร์วิสสายการบินอื่น ทางกระทรวงจึงพยายามเพิ่มเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ ที่ผ่านมา 2 สัญญาไม่มีระบุว่าต้องเสียค่าปรับ เพราะได้รับสัมปทานมาตั้งแต่ 35 ปีที่แล้ว ขณะนี้ผ่านมา 20 ปี ยังเหลือสัญญาสัมปทานอีก 15 ปี จะไปคิดค่าปรับก็อาจละเมิดสัญญา แต่ผู้ให้บริการรายที่ 3 ที่กำลังจะทำสัญญา ต้องมีสัญญาการคิดค่าปรับกรณีที่ล่าช้า ส่วนจะรับผิดชอบผู้โดยสารอย่างไร รายละ 270,000 บาท กรณีล่าช้าหรือยกเลิก / กรณีเสียชีวิตจ่ายรายละ 6.5 ล้านบาท กระเป๋าสูญหาย จ่ายรายละ 65,467 บาท ทั้งนี้ การบินไทยยืนยันจะรับผิดชอบมากกว่าที่กฎหมายกำหนด
